จาะกลยุทธ์ ‘ซีพี ออลล์’ ของ ‘เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์’ วาง ‘หมากล้อม’ สร้างเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมตัดภาระ ‘โลตัสเมืองจีน’ ไปซ่อนใต้ปีกเครือซีพี เพื่อต่อยอดราคาหุ้น CPALL และสร้าง Wealth เครือเจริญโภคภัณฑ์
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันนี้ไม่เพียงมูลค่าเงินลงทุน ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในหุ้น CPALL (ตัวเดียว) ที่ถือผ่าน “ภรรยา” เพาพิลาส เหมวชิรวรากร จำนวน 22,500,000 หุ้น จะมีมูลค่าเฉียด 250 ล้านบาทแล้ว
การที่ราคาหุ้น ซีพี ออลล์ ย่ำฐานอย่างแข็งแกร่งไม่สะทกสะท้านภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการเมือง ก็เป็นคำยืนยันได้แล้วว่า การวางหมากของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นการเดินกลยุทธ์ที่เหนือชั้นอย่างยิ่ง
ซีพี ออลล์ มีฐานธุรกิจหลักอยู่ที่เครือข่ายร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ณ 31 มีนาคม 2551 มีสาขาทั่วประเทศ 4,402 สาขา (มากเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน) และเป็นธุรกิจ Cash Cows ที่ทำกำไรให้จำนวนมากในแต่ละปี
แต่ขณะที่อีกฝากหนึ่ง “ห้างโลตัส” ในประเทศจีน ที่บริษัทลงทุนถือหุ้นทางอ้อม 29.7% ในบริษัท Shanghai Lotus Supermarket Chain Store (SLS) ณ สิ้นปี 2550 มีสาขารวม 42 แห่ง อยู่ในมหานครเซี่ยงไฮ้ และเมืองต่างๆ บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง กลับมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และฉุดให้หุ้น CPALL อยู่ในภาวะอึมครึมมาโดยตลอด
เป็นแรงกดดันให้ เจ้าสัวธนินท์ เลือกที่จะเดินหมาก “ตัดขาย” ธุรกิจที่ขาดทุนให้กับกลุ่มบริษัทเจียไต๋ (CTEI) ก่อนที่ “ห่านทองคำ” (หุ้น CPALL) ในมือกว่า 45% จะเสื่อมค่าลง และน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ ดร.นิเวศน์ กูรูด้านแวลู อินเวสเตอร์ ของเมืองไทย เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น CPALL มากขึ้น
“เครือซีพี ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนอยู่ จึงยังคงเก็บห้างโลตัสเอาไว้ แต่โอนขายไปให้บริษัทอื่นในกลุ่มแทน เพื่อรักษาธุรกิจที่ยังมีกำไรดี (ซีพี ออลล์) เอาไว้” เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ-การเงินและลงทุนสัมพันธ์ รับหน้าที่ถ่ายทอดมุมคิดของท่านเจ้าสัว ผ่านกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
สำหรับผลประกอบการของห้างโลตัสประเทศจีน 2 ปีหลังสุด (2549-2550) มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 3,321 และ 3,242 ล้านบาท ตามลำดับ
เขาคาดว่า ดีลการขายหุ้นห้างโลตัส จะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนกรกฎาคม นี้ และหลังจากนั้น ซีพี ออลล์จะไม่ต้องแบกรับตัวเลขขาดทุนปีละ 1,000 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้น 29.7%) อีกต่อไป ส่วนผลประกอบการของซีพี ออลล์ในปี 2551 คาดว่าจะยังรับรู้งบการเงินห้างโลตัสไว้ 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม)
ในไตรมาสแรก ปีนี้ หลังธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนมีผลขาดทุนลดลงมาก ขณะที่รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 17.3% เป็น 32,806 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 มีกำไรสุทธิ 1,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% โดยเป็นกำไรมาจากธุรกิจร้านสะดวก 7-Eleven ไตรมาสเดียวสูงถึง 990 ล้านบาท
เกรียงชัย บอกว่า ตัวเลขงบการเงินของซีพี ออลล์ สิ้นปีนี้ น่าจะสวย (มาก) ถ้ารายได้จากธุรกิจหลักในประเทศไม่ตกลงไปมากนัก ทั้งนี้ ในไตรมาสแรก บริษัทมีการขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มอีก 10% หรือ 123 สาขา ขณะที่ยอดขายร้านค้าเดิมโตขึ้น 7.7% มีจำนวนลูกค้าเดินเข้าร้าน (Traffic) เฉลี่ย 1,186 รายต่อสาขาต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีที่แล้ว
เขาระบุว่า กลยุทธ์ธุรกิจยังคงเน้นขายสินค้าหมวดอาหารเช่นเดิม เพราะมีกำไรขั้นต้น 28% สูงกว่าสินค้าของชำที่ 24% และสามารถดึงดูดคนให้เข้าร้านได้มากกว่า ปัจจุบันสัดส่วนการขายอาหารกับของใช้ทั่วไปอยู่ที่ 72% ต่อ 28% และก็มีแผนจะเพิ่มรายได้จากสินค้าหมวดอาหารให้มากขึ้นอีก รวมทั้งไม่มีแผนส่งเสริมการขายด้วยวิธีลดราคาสินค้า เพราะไม่ได้ช่วยให้กำไรของบริษัทดีขึ้น
ส่วนธุรกิจเสริมอื่นๆ เช่น ร้านหนังสือ Book Smile เป็นโมเดลธุรกิจเพื่อให้เกิดการ Cross Selling และเกิดความแตกต่าง ส่วนธุรกิจเสริมที่ทำกำไรดีที่สุด คือ บริการ “เคาน์เตอร์เซอร์วิส” โดยมีสัดส่วน 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน เพราะเป็นธุรกิจ “กินเปล่า” ลงทุนเพียงครั้งเดียว เหมือนน้ำซึมบ่อทราย
สำหรับเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนั้น เกรียงชัย บอกว่า ไม่กระทบกับรายได้มากนัก เพราะมีการบริหารจำกัดเที่ยวการขนส่งให้เหลือน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็มีการควบคุมระบบเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกลับเป็นเรื่องของ “คน” มากกว่า
“เรามีพนักงานกว่า 45,000 คน และต้องปรับค่าครองชีพให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเครือซีพีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถึงอย่างไรก็กระทบไม่เยอะเท่าไร”
สำหรับทิศทางผลประกอบการในปีนี้ ผู้บริหารซีพี ออลล์ ยังคงตั้งเป้าหมายอย่างอนุรักษ์นิยมตามแนวทางของเครือซีพี โดยคาดการณ์ว่า รายได้จะเติบโตขั้นต่ำ 2-3% (ปี 2550 เท่ากับ 115,358 ล้านบาท) และอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม 3-5%
“เรายังมี Growth Story อยู่ แต่จะค่อยๆ โตตามแนวทางที่วางไว้ คือ เปิดสาขาใหม่ 400 สาขาทุกปี (แบ่งเป็นร้านในทำเลปกติ 3 ใน 4 และร้านในปั๊มปตท. 1 ใน 4) ผมว่านักลงทุนเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรมค้าปลีกดีอยู่แล้วว่าไม่โตหวือหวาแต่โตไปเรื่อยๆ”
ส่วน “อัตรากำไรสุทธิ” ของบริษัทยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก (ปี 2550 เท่ากับ 1.27% และไตรมาส 1 เท่ากับ 3.3%) จากการคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการขยาย Economy of Scale ด้วยการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย 5,000 สาขา ภายในปี 2553
เมื่อถามว่า ราคาหุ้น CPALL ที่ทรงตัวในระดับสูงจะไปต่อได้อย่างไร…”ผมไม่มีความเห็น (ชี้นำ) แต่เอาเป็นว่า ค่าพี/อี เรโช เราตอนนี้ประมาณ 18 เท่า แต่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมค้าปลีกในเอเชีย อยู่ที่ 20 เท่า บวกกับการเติบโตปีละ 5% ที่เหลือนักลงทุนไปตัดสินใจเอาเอง” เกรียงชัย กล่าวปิดท้าย
จาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:00:00
http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/16/news_275926.php
