Archive for January, 2008

ดร. ดนัย เทียนพุฒ : Dr.Danai Thieanphut

Dr.Danai Thieanphut

Dr.Danai Thieanphut

ตำแหน่งปัจจุบัน : MANAGING DIRECTOR, DNTConsultants CO.,LTD.
ผู้อำนวยการโครงการ  HUMAN Capital, www.dntnet.com
อาจารย์พิเศษ หลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยธนบุรี
อาจารย์พิเศษโครงการ MINI MBA ม.ธรรมศาสตร์, ม.เกษตรศาสตร์
คอลัมน์นิสต์  นสพ.บิสสิเนสไทย, นสพ.inMarketing
Blogger@ http://y5marketing.wordpress.com                                                                 email : DrDanaiT@gmail.com

การศึกษา :  

-Doctor of Management of Management, Major Business Management, SD University
-Certificated English for Academic and Research Communication  at ICTE,
  The University of Queensland, Australia. (2006)
-Certificated Program on “Strategic Management Workshop” Hass School of
  Business UC Berkeley (2005)
-ปริญญาโท  การวัดผลและการประเมินผลการศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-ปริญญาตรี  คณิตศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ปทุมวัน

อบรมดูงาน
 Visitation Study on “Business and Cultural of China” Beijing (2005)
 Visitation Program on “Online Learning Asia 2002″ at Singapore
 Visitation Program on “The New Economy” at Singapore (2000)
 Delegated on the 8th World Congress of HRM at Paris, France (2000)
 Visitation Program on Business & HR Singapore (1995)
 Certificated Program on “The World Congress of HRM 1996″ held at Hong Kong

ผู้ทรงคุณวุฒิ-ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ
 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี ม.ราชภัฎภูเก็ต (ปี 2550-2552)
 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์เรื่อง สมรรถนะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารกิจการนักศึกษาสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ปีการศึกษา 2550 มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
 ผู้ก่อตั้งสถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย (ปี 2548)
 นายกสมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย (ปี 2542-2543)
 อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย  (ปี 2543)

 งานวิจัยเรื่อง ทิศทางและบทบาทการบริหารทรัพยากรบุคคลในทศวรรษหน้า (ปี 2550) สถาบันการจัดการงานบุคคล PMAT (ปี 2540)

ประสบการณ์ที่สำคัญ
 ที่ปรึกษา จัดทำ Strategic Planning & KPIs ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต
 ที่ปรึกษา จัดทำแผนธุรกิจ บจก.พรีเมียร์ ออโตเมชั่น เซ็นเตอร์
 ที่ปรึกษา พัฒนาบริษัทอุปกรณ์ก่อสร้าง (Dynoflex) สู่ระดับที่ 2 ของ KPIs ในระบบคุณภาพ
 ที่ปรึกษา จัดทำแผนธุรกิจ บจก.บอดี้เชพ คอร์ปอเรชั่น
 ที่ปรึกษา ปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลฝ่ายทรัพยากรบุคคล ททท.
 ที่ปรึกษา จัดทำแผนยุทธศาสตร์ องค์การเภสัชกรรม
 ที่ปรึกษา จัดทำ BSC & KPIs ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.มหิดล
 ที่ปรึกษา โครงการสร้างผู้เชี่ยวชาญการสาธิตสินค้า บจก.เดโมพาวเวอร์
 ที่ปรึกษา การจัดทำ KPIs/BSC บริษัท วีน จำกัด (บริษัทในเครือสหพัฒน์ฯ)
 ที่ปรึกษา การจัดทำ KPIs และระบบวัดผลงาน บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์
 ที่ปรึกษาการจัดทำคู่มือกำหนด Competency Model  สำหรับข้าราชการไทย สำนักงาน กพ.
 ที่ปรึกษาศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (ปี 2543-2544)
 ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ จำกัด
 ที่ปรึกษา บริษัท เอเอ็ม/พีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด

ผลงานด้านหนังสือ/ตำราใหม่
1. ความสามารถในทรรศนะของ ดร.ดนัย เทียนพุฒ 
2. จุดระเบิดความคิดธุรกิจ: Innovation or Die
3. ดัชนีวัดองค์กรที่มุ่งการตลาด : Marketing KPIs
4. กลยุทธขั้นสูง Balanced Scorecard
5. KPIs: Key Perforce Indicators (ดัชนีวัดผลสำเร็จธุรกิจ) และ BSC : The Balanced Scorecard (ประเมินองค์กรแบบสมดุล) 
   ภาคที่ 1 โมเดล KPIs เพื่อ Benchmarking 
  ภาคที่ 2  BSC เวอร์ชั่น 3.0    
   ภาคที่ 3 คิดเชิงกลยุทธ  
6. ธุรกิจของHR(4) ค่าตอบแทนตามผลสำเร็จ 
7.ธุรกิจของ HR(3) การประเมินระบบ 360 องศา
8. ภูมิปัญญาธุรกิจ (1) การพัฒนามูลค่าทุนมนุษย์

                                                                                                

Comments

Blog Talk…สัมภาษณ์ ดร.ดนัย เทียนพุฒ (ตอนจบ) : Blue Ocean Strategy (Final)

Blog Talk …กับ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ในเรื่อง กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy ตอนจบครับ

ตัวอย่าง : กรณี น้ำดื่มชาเขียว

ตัวอย่างของ Noncustomers

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants

***New Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
1. New Business Management : http://biz2all.blogspot.com
2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

Blog Talk… บทสัมภาษณ์ ดร.ดนัย เทียนพุฒ (2) The Example of Blue Ocean Strategy

Blog Talk กับ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ในบทสัมภาษณ์ เรื่อง Blue Ocean Strategy

คราวนี้เป็นตัวอย่างและธุรกิจไทยที่น่าจะอยู่ในข่าย “กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน” หรือ Blue Ocean Strategy

แนวคิดของ Porter กับ BOS ไม่ได้สนับสนุนแต่ Kim & Mauborgne ตี Porter โดยตรง

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants

Comments

PDB การตลาดแบบโดน โดน!!!

ย่างก้าวเข้าสู่ธุรกิจในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ อาทิ
- ใครจะไปคิดว่า Google จะก้าวขึ้นมาทำลายฝันของ Microsoft ที่อยากให้ทุกคนเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเจอผลิตภัณฑ์ตัวนี้ แต่ว่าชีวิตคนในโลกออนไลน์มี Google อยู่ในใจมากกว่า Microsoft
- ใครจะไปคิดว่าในยุคนี้เราจะส่ง VDO Clip ไปให้ใครต่อใครดูได้จากมือถือ กล้องดิจิตอล ได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดย You Tube, Myspace, Google VDO, Daily Motion
- ลูกค้าหรือผู้บริโภคสามารถที่จะสร้างเนื้อหา (Contents) หรือชุมชนออนไลน์ผ่านบล๊อก (Blog) จนมีอิทธิพลต่อสื่อแบบดั้งเดิมให้เกิดอาการเดี้ยงไปตามๆ กัน

หลายๆ อย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการตลาดในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ก่อนที่ผู้เขียนจะเล่าถึง PDB (Positioning, Differentiation, Brand) ซึ่งเป็นสิ่งที่ Kotler เรียกว่า สามเหลี่ยมธุรกิจเชิงกลยุทธ (Strategic Business Triangle)

รูป : สามเหลี่ยมธุรกิจเชิงกลยุทธ

ผู้เขียนอยากเล่าสิ่งที่เรียกกันว่า STP ซึ่งจองจำนักการตลาดมาอย่างยาวนานเพื่อเป็นพื้นฐานให้กับผู้ที่สนใจทางการตลาดได้เข้าใจตรงกันก่อนที่จะนำท่านเข้าลึกไปสู่ PDB

STP สิ่งที่จองจำนักการตลาดยุคเดิม
ระหว่างที่ผู้เขียนรอที่จะทำธุระอย่างหนึ่งทำให้อดนึกถึงช่วงฤดูฝนที่ผ่านๆ มาตอนที่เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจเพื่อพัฒนาวิธีการทำกลยุทธของศูนย์จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวดัชมิลล์
เวลาที่เข้าหน้าฝนบางธุรกิจจะอยู่ในภาวะที่ขายของยากขึ้นเพราะไม่สามารถที่จะออกไปทำตลาดหรือขายได้อย่างสะดวกสบายนัก ขณะเดียวกันยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความเย็น ทั้งไอศครีม นมเปรี้ยวหรือเครื่องดื่มเย็นๆ ยิ่งขายยากเพราะถ้าฝนตกอากาศก็เย็นทำให้ไม่มีลูกค้าที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
สิ่งที่นักการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาจะคิดได้ในช่วงหน้าฝนคือ การทำการส่งเสริมการขาย (Sales Promotion) ให้แรงๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งมีทั้งสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง เนื่องจากนักการตลาดจึงยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า STP ทางการตลาด

S หรือ Segmentation จะมีควาหมายเกี่ยวกับแนวคิดของการแบ่งกลุ่มลูกค้า ซึ่งอาจจะแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ เช่น แบ่งตามการเลือกตลาดที่บริษัทสามารถเข้าไปทำตลาดได้ง่าย
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ ตามภาษานักการตลาดอาจจะมองการแบ่งกลุ่มลูกค้า เช่น ตามสภาพภูมิศาสตร์ (อัตราการเติบโตของประชากร, ลักษณะภูมิศาสตร์ในด้านความหนาแน่นของประชากร) ตามลักษณะประชากร (อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ และสถานภาพครอบครัว) ตามลักษณะทางจิตวิทยา (คุณค่า ทัศนคติและไลฟ์สไตล์) ตามพฤติกรรม (รูปแบบพฤติกรรมการซื้อ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ประโยชน์ใช้สอยและการอ่อนไหวด้านราคา ฯลฯ) และการกำหนดตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Marketing) ที่ลูกค้าเลือกมองบางประโยชน์ของสินค้า

T หรือ Tarket Market เรามักจะพูดถึง T นี้ว่าคือการกำหนดตลาดเป้าหมายที่เป็นกลุ่มลูกค้าซึ่งมีศักยภาพสำหรับการตลาด เช่น
กลุ่มลูกค้าที่เป็นแบบบุกเบิกหรือนวัตกรที่ยอมรับหรือทดลองใช้ผลิตภัณฑ์
กลุ่มที่เป็น Early Adoptor คือ กลุ่มถัดมาจากกลุ่มแรก
กลุ่มคนส่วนใหญ่ แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ Early Majority และ Late Majoroty
และสุดท้ายกลุ่มล้าหลังหรือ Laggards พวกช้าที่สุดที่เข้ามาซื้อสินค้า

P หรือ Positioning การวางตำแหน่งสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อธิบายได้ว่าลูกค้าหรือตลาดเป้าหมายได้ให้นิยามสินค้าหรือผลิตภัณฑ์บริบทของท่านเทียบกับคู่แข่งขันอย่างไร ตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้น จะต้องทำให้บริษัทของท่านมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและตลาดเป้าหมายได้เห็นถึงคุณประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ของเรา
เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ยืนอยู่ได้อย่างโดดเด่น เราจะเกิดโอกาสจากการที่ลูกค้าให้ความสนใจ จึงมีความสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของเราจากมุมมองของลูกค้าที่เปรียบเทียบกับคู่แข่ง
นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นมาอย่างยาวนานที่นักการตลาดถูกให้จองจำอยู่กับ STP

การตลาดยุคใหม่ด้วย PDB
ธุรกิจเมื่อมีการจัดทำวิสัยทัศน์และภารกิจเป็นที่เรียบร้อย การแปลภารกิจไปสู่ “คุณค่าที่องค์กรจะส่งมอบให้ลูกค้า” โดยการพัฒนาคุณค่านี้ในชื่อและแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ (Brand Identity) ณ จุดนี้นี่เองที่แนวคิดกลยุทธการตลาดจะถูกกำหนดขึ้น
P (Positioning) ที่เรารู้จักกันแบบเดิม แต่ใน “สามเหลี่ยมธุรกิจเชิงกลยุทธ” จะเป็นการให้สัญญาที่บริษัทจะส่งมอบชุดของคุณค่าที่เฉพาะเจาะจงและความรับผิดชอบขององค์กรต่อลูกค้า ซึ่งหมายถึงกระบวนการของการสร้างความน่าเชื่อถือและความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ (Brand Integrity) ขณะเดียวกันองค์กรจะประสบความสำเร็จในการส่งมอบโดยการเลือกยุทธวิธีที่จะทำให้ลูกค้าได้รับผลิตภัณฑ์และบริการ
และกระบวนการที่บริษัทจะประสบความสำเร็จได้โดยการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ขององค์กรไปจากคู่แข่งขันในเทอมของเนื้อหา (อะไรที่จะเสนอให้กับลูกค้า) บริบท (เสนอให้อย่างไร) และโครงสร้างพื้นฐาน (สิ่งสนับสนุนเนื้อหาและบริบท เช่น เทคโนโลยี คน และสิ่งอำนวยความสะดวก)
ดังนั้น การสร้างความแตกต่างจึงอธิบายได้ว่า เป็นการที่องค์กรจะประยุกต์ความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าเพื่อให้บรรลุความต้องการที่พึงพอใจได้อย่างไรบ้าง

ตัวอย่าง PDB ของ Samsung
ซัมซุงนั้นมีความสำเร็จสูงมากในการเสริมสร้างตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทในฐานะผู้เล่นระดับโลกที่กำลังเคลื่อนไปสู่การเป็น “Digital Convergence”
คอตเลอร์ (Kotler, 2007; Think ASEAN!) กล่าวว่า ความแตกต่าง (Differentiation) มีทั้งด้านเรื้อหาและบริบทของซัมซุงที่มาจากช่วงกว้างของผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์ที่เป็นเทรนดี้กับคุณลักษณะและหน้าที่ใช้สอยที่ประหลาดใจต่อลูกค้า หลายประเทศในอาเซียนคือ Early Adoptors ของกลุ่มคอนซูเมอร์เทคโนโลยีอิเลคทรอนิกส์ ด้วยความสามารถของซัมซุงในการผลักดันตลาดผ่าน Digital Convergence ทำให้ประสบความสำเร็จแบบโดนๆ ในภูมิภาคนี้

คอตเลอร์ยังสรุปรูป สามเหลี่ยม PDB ของซัมซุงไว้ดังนี้

สรุปแล้วความสำเร็จของกลยุทธการตลาดคือ แบรนด์ที่อยู่ในใจลูกค้าที่เกิดมาจาก สามเหลี่ยม PDB ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธองค์กร
จึงกล่าวได้ว่า PDB เป็นพื้นฐานความสำเร็จในทุกธุรกิจและทำให้นักการตลาดสามารถคิดใหม่ที่หนีออกมาจาก STP ได้

**New Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
1. New Business Management : http://biz2all.blogspot.com
2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

Blog Talk. . . ดร.ดนัย เทียนพุฒ ให้สัมภาษณ์พิเศษ เรื่อง Blue Ocean Strategy กับ นสพ. inMarketing

Blog Talk กับ ดร.ดนัย เทียนพุฒ วันนี้จะขอนำบทสัมภาษณ์บางตอน ในเรื่อง Blue Ocean Strategy มาเล่าให้ท่านที่สนใจรับชมและรับฟังครับ

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.50 ที่ผ่านมา ดร.ดนัย เทียนพุฒ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดี เอ็น ที คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำด้านกลยุทธธุรกิจ การตลาด และบริหารคน ให้สัมภาษณ์ นสพ. InMarketing เกี่ยวกับแนวคิด หลักการและตัวอย่างของ กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy สำหรับกรณีประยุกต์ใช้ในประเทศไทย
ซึ่งจะวางจำหน่ายในวันที่ 1-16 ส.ค.50 รับชมและรับฟังได้บางตอนครับ

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants

***New Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
1. Business Management : http://biz2all.blogspot.com
2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

4’Cs ส่วนผสมใหม่ของการตลาดสมัยใหม่

การจัดทำเรื่อง การวัดความสำเร็จทางการตลาดหรือ Marketing KPIs ผู้เขียนเห็นความสำคัญอย่างหนึ่งของเครื่องมือทางการตลาดหรือที่เรียกกันว่า ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการตลาดจะเรียกง่ายๆ ว่า 4’Ps
ขณะเดียวกันในปัจจุบันนักการตลาดชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศมีข้อคิดเห็นหรือข้อสรุปที่คล้ายๆ กันว่า 4’Ps (Product, Price, Place, Promotion) ไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจหรือนำไปกำหนดกลยุทธทางการตลาด

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากเพราะว่า หากธุรกิจโดยเฉพาะผู้บริหารธุรกิจระดับสูงหรือ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดที่กำหนดกลยุทธการตลาดโดยเฉพาะ กลยุทธของผลิตภัณฑ์ (Products Strategy) ในแต่ละผลิตภัณฑ์ใช้เพียง 4’Ps เพื่อจัดการกลยุทธทางการตลาด การวัดความสำเร็จทางการตลาด (Marketing KPIs) ก็จะวัดความสำเร็จในมิติเดิมของการตลาดไม่ใช่เป็นการวัดในมิติใหม่ของการตลาดสมัยใหม่

แนวคิดที่มอง 4’Ps หรือส่วนผสมทางการตลาดว่าไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ แล้วอย่างนั้นจะมีส่วนผสมใหม่ในการตลาดสมัยใหม่ได้อย่างไร

ประเด็นแรก เป็นการเพิ่ม “P” ตัวใหม่ทางการตลาด
ในอดีตมีนักการตลาดหลายๆ ท่านพยายามคิดหรือสร้าง P ตัวใหม่ทางการตลาดออกมา เช่น People (คน) Packing (บรรจุภัณฑ์) P.R. (Public Relations-ประชาสัมพันธ์) และอีกสารพัด P ที่จะทยอยตามออกมาอย่างมากมาย แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก

มี P ใหม่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจมากของ Seth Godin (2003) ที่พูดถึง “วัวสีม่วง” (Purple Cow) ซึ่งมีแนวคิดมาจากการมองตลาดในปัจจุบันว่า ทำไมวัวจะต้องเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลเท่านั้น ถ้าวัวเป็นสีม่วงจะทำให้คนจดจำได้มากน้อยแค่ไหน
นั่นจึงเป็นที่มาของ Purple Cow ที่อธิบายกลยุทธทางการตลาดสมัยใหม่ได้ดีว่า ควรสร้างให้เกิด “การจดจำทางการตลาด” หรือ “Remarkable Marketing” เพราะเมื่อใดก็ตามที่ นักการตลาดสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่จดจำได้ ความสำเร็จในผลิตภัณฑ์นั้นก็จะเกิดขึ้นทันที และเมื่อความนิยมในผลิตภัณฑ์ลดลง ก็หมายความว่านักการตลาดจะต้องสร้าง “วัวสีม่วง” ตัวใหม่ออกมา อาทิเช่น ในวงการสายการบินปรากฏว่า “Budget Airline” หรือเครื่องบินต้นทุนต่ำเป็นสิ่งที่เรียกว่า “วัวสีม่วง” (Purple Cow) ได้ดีที่สุด ในบ้านเราหรือแถบเอเชียก็จะมีได้ยิน เช่น Air Asia, Now Air, Orient Air, Tiger Air เป็นต้น

ประเด็นที่สอง คิดใหม่เลยว่าถ้าไม่เป็น 4”Ps
แนวคิดในประเด็นที่สองนี้เป็นการคิดเครื่องมือทางกลยุทธการตลาดใหม่ เรียกว่าไม่ชอบ 4’Ps ล่ะอยากเสนอเป็นอักษรตัวอื่นให้นักการตลาดทั่วโลกยอมรับหรืออาจจะยอมรับโดยนักการตลาดของบริษัทประเทศนั้นๆ ก็ได้
ในระหว่างที่ผู้เขียนได้เรียนวิชาทฤษฎีการตลาดขั้นสูงจากปรมาจารย์ด้านการตลาด รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ทำให้นึกถึงประสบการณ์ในช่วงที่เป็นที่ปรึกษาให้กับศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อวางแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะด้าน “e-Business” ซึ่งในแนวคิดของธุรกิจ e-Business จะบอกย้ำกันอยู่เสมอว่า ธุรกิจ e-Business ที่จะประสบความสำเร็จจะมีลักษณะเป็น “Convergence” การรวมเข้ามาของธุรกิจในหลายๆ ผลิตภัณฑ์หรือในหลายๆ ธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า (Value to Customer)

ดังนั้นไม่ว่านักทฤษฎีหรือนักปฏิวัติด้านการตลาดเสนอส่วนผสมใหม่ทางการตลาดที่ไม่ใช่ 4’Ps ผู้เขียนจะนึกถึง “C” ตัวนี้อยู่เสมอ

ผู้เขียนจึงเสนอว่าในเครื่องมือของกลยุทธการตลาดสมัยใหม่ไม่ควรทิ้งพื้นฐานของ 4’Ps แต่ควรมีการต่อยอด 4’Ps ขึ้นมาเป็น 4’Cs ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

C ตัวแรกคือ Convergence การรวมเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความสำเร็จของกลยุทธทางการตลาดสมัยใหม่ ผลิตภัณฑ์โดดๆ หรือการขาดพันธมิตร ผลิตภัณฑ์นั้นมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จยาก เช่น
บริษัท Sony พยายามทำให้ทุกผลิตภัณฑ์รู้จักกันภายใต้ “ภาษา Sony” คือ การมี Memory Stick ที่จะใช้เป็นสิ่งบันทึกข้อมูลและใช้ได้ทั้งกล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เครื่องพีดีเอ เครื่องเล่น VCD/DVD
ซึ่งการรวมเข้ามาด้วยกันจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีโอกาสเติบโตและกลายเป็นแบรนด์ที่โกอินเตอร์ได้ ถ้าปั้นแบรนด์นั้นอย่างถูกวิธี

C ตัวที่สองคือ Customer Value-คุณค่าสู่ลูกค้า
การตลาดสมัยใหม่จะเป็นอะไรที่มากกว่าเดิม อาทิ ในอดีตหรือปัจจุบัน นักการตลาดจะพูดถึงการทำอย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจ แต่นับจากนี้ไปจะต้องสร้างคุณค่าสู่ลูกค้า

โดยที่กระบวนทัศน์ในการสร้างคุณค่าให้ลูกค้าจะมีอยู่ 5

ขั้นตอนคือ 1) มีความรู้หรือเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ เช่น สถานการณ์แวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-เทคโนโลยี-วัฒนธรรมและการแข่งขัน เป็นต้น
2) มุ่งมั่นผูกพัน เป็นการกำหนดกลยุทธที่จะทำให้ชนะการแข่งขัน จะพัฒนาเสนอสิ่งอะไรที่ดีที่สุด การจัดองค์กรที่เหมาะสม มีการสื่อสารที่ดีทั้งภายในและภายนอก และนิยามการวัดด้วย KPIs
3) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่จะทำให้มุ่งมั่นนำคุณค่าสู่ลูกค้า
4) การประเมินทางการตลาดว่ามีสิ่งใดที่จะทำให้เสียลูกค้า การจัดการอย่างรวดเร็วในข้อมูลย้อนกลับของลูกค้า การต่อว่าและประเมินผลสิ่งที่ทำกับสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง รวมถึงการวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุง
5) การปรับปรุง เช่น ลดช่องว่างที่เกิดปัญหา ความเข้าใจลูกค้าที่ท้าทาย การนิยามการมุ่งมั่นในคุณค่าสู่ลูกค้า การปรับปรุงคุณค่าสู่ลูกค้าและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง

C ตัวที่สามคือ Channels หมายถึง ช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งแต่เดิมจะพูดถึง สถานที่ (Place) แต่ในการตลาดสมัยใหม่เป็นเรื่องการบริหารช่องทาง (Channel Management) ทั้งนี้เพราะว่าปัจจุบันมีช่องทางการจัดจำหน่ายเกิดขึ้นมากมาย และบางครั้งผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ สามารถที่จะนำให้ถึงลูกค้าเป้าหมายได้หลายช่องทาง อาทิ ช่องทางการจำหน่ายแบบดั้งเดิม ช่องทางจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด ช่องทางด้านขายตรง ช่องทางอีคอมเมอร์ซ ช่องทางด้านโรดโชว์หรือการแสดงสินค้า ฯลฯ

C ตัวสุดท้าย คือ Communication หรือ Integrated Marketing Communication (IMC) เป็นการบูรณาการการสื่อสารทางการตลาดแบบครบวงจร หมายถึง จะใช้เครื่องมือทางการตลาดทั้งหมด เช่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ พนักงานขาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุ โบรชัวร์ บิลบอร์ด ฯลฯ เพื่อสื่อสารทั้ง 4’Ps ให้ลูกค้าได้รับรู้
ซึ่งในปัจจุบันจะใช้เทคโนโลยีผสมกับฐานข้อมูลมาช่วยในการจัดทำ IMC ให้มีประสิทธิภาพ อาทิ CRM (การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า) Call Center (ที่ให้บริการได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน) การมีเวบไซท์ที่ลูกค้าจะศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์หรือบริการ และติดต่อบริษัทได้ทางอีเมล์
การมีโปรแกรมสมาชิก หรือโปรแกรมที่จะให้ลูกค้าจงรักภักดี โดยการทำให้เกิดการสื่อสารถึงลูกค้าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้ล่ะครับ! คือ 4’Cs ที่เป็นส่วนผสมใหม่ของการตลาดสมัยใหม่

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

*New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. Business Management 
      2. Family Business
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย
      4. DNTConsultants Training Program

Comments

ผู้บริโภคไทยมีคุณภาพชีวิตสูงขึ้นหรือต่ำลง

ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เบ่งบานเต็มของไทย มีความหมายอย่างกว้างที่สุดคือ ใครใคร่ค้าอะไรก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น หากการค้าขายนั้นไม่ผิดกฎหมาย และศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง ลูกค้าหรือผู้บริโภคจึงมีความสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีหรือตำราเล่มใดก็ตาม

หากพูดถึงการดำเนินธุรกิจจะพบว่า ต่างบอกเป็นภาษาเดียวกันว่า ลูกค้าหรือผู้บริโภคคือ บุคคลที่สำคัญมากที่สุด และลูกค้าหรือผู้บริโภคในโลกและในไทยก็หลงเชื่อตามนั้นจริงๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีรถยนต์หลากหลายยี่ห้อที่จุดประกายการเรียกคืนสิทธิของผู้บริโภคหรือลูกค้าด้วยการทุบหรือเผารถยนต์ ถ้าจะกลับไปหาคำว่า ลูกค้าสำคัญมากที่สุดแสดงว่า คงไม่จริงเสียแล้ว!

หากพิจารณาว่าเป็นเรื่องของการสื่อสารองค์กรก็อาจจะแก้ปัญหาไปคนละทิศทาง เพราะจริงๆ เป็นเรื่องของ “มาตรฐานการผลิต” ซึ่งตีความได้ว่า ในประเทศไทยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ใช้มาตรฐานการผลิตที่ไม่ใช่ “มาตรฐานระดับโลก”

ขณะเดียวกันที่ประเทศไทยมีการโปรโมทหรือส่งเสริมในเรื่องบริษัทธรรมาภิบาลหรือพูดง่ายๆ ก็คือ การบริหารแบบโปร่งใสตรวจสอบได้ หรือให้แคบลงคือ ซื่อสัตย์ ยุติธรรม จริงใจในการบริหารจัดการ

ผู้เขียนใช้บริการร้านอาหารอยู่ 2 ร้านคือในกลุ่มร้านอาหารของเครือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นร้านสเต๊กเปิดใหม่กับร้านสเต๊กของต่างชาติชื่อดังที่นิยมทานกันทั่วกรุงเทพฯ ปรากฏการณ์เหมือนกันคือ เมื่อขอรับใบเสร็จรับเงินจะบอกเหตุผลอยู่ 1-2 ข้อเสมอคือ ไม่มีใบเสร็จ หรือใบเสร็จหมด แล้วจะส่งมาให้แต่ก็ไม่เคยได้รับสักครั้ง

ผู้เขียนใช้บริการสายการบินในประเทศ เดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่เคยเลยที่จะได้เดินทางตรงเวลา เครื่องบินออกช้าตลอดและก็ไม่เคยแจ้งให้ผู้โดยสารทราบทั้งๆ ขณะที่ไปเช็คอินก็รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถออกตามกำหนดเวลาได้

การสำรวจของไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส ที่รายงานใน นสพ.กรุงเพทธุรกิจ 8 ก.พ.48 หน้า 22 สรุปว่า ซีอีโอส่วนใหญ่ล้วนตระหนักถึงความสำคัญของการปรับประยุกต์ใช้และยิ่งได้รับการสนับสนุนขององค์กรต่างๆ ในไทยในการพัฒนาเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีทำให้ความพยายามของซีอีโอมีความจริงจังมากขึ้น ดูถ้าจะเป็นตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของพนักงานในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า การสำรวจจากซีอีโอของบริษัทในเมืองไทย จะเป็นการตอบเพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่ดีมากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติจริงจังและทั่วถึงทั้งองค์กร

สรุปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในธุรกิจกำลังทำลายสิ่งที่เป็นความเชื่อและความจงรักภักดีของลูกค้าหรือผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเหตุการณ์ที่ผู้เขียนยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง อาจจะมีบางบริษัทที่ปฏิบัติได้ดีและทำได้อย่างน่ายกย่อง แต่จุดด่างพร้อยเหล่านี้หากมากจนเป็นประเด็นวิกฤติขึ้นมา บริษัทหรือองค์กรเหล่านี้ก็อาจจะล้มหายตายจากไปได้

คุณภาพชีวิตของคนไทยสูงขึ้นไหม เราดีใจที่ประเทศไทยจะมีความต่อเนื่องในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะเรามีรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีก็เป็นคนเดิม

ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนคนไทยอยากได้รับภายใต้การพัฒนาประเทศในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมคงมีประเด็นต่างๆ เช่น

การที่คนไทยควรจะได้รับการดูแล และได้รับการปฏิบัติจากบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาผลิตสินค้า หรือให้บริการทางธุรกิจในลักษณะหรือรูปแบบเฉกเช่นเดียวกับ “มาตรฐานระดับโลก” และอาจจะให้ในสิ่งที่เหนือกว่าด้วยซ้ำ เพราะต่างประเทศก็ให้การยอมรับไทยถึงระดับการพัฒนาที่ดีกว่าหลายประเทศในแถบอินโดจีนหรือแม้ในประเทศอาเซียนด้วยกัน

การที่ประเทศไทยหรือคนไทยมีวัฒนธรรมที่ดีในการยอมรับอารยธรรม หรือวัฒนธรรมของชาติตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีการต่อต้านด้วยซ้ำ บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาลงทุนโดยตรง การเข้ามาลงทุนในลักษณะการให้กู้ยืม หรือการเข้ามาลงทุนในลักษณะเก็งกำไรทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน ด้วยเหตุผลของการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน

คนไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากกว่าที่จะได้รับเพียงค่าแรงงานราคาถูก หรือการต้องรับเพียงความรู้ในระดับต่ำหรือหลุดวงจรการพัฒนาไปแล้วจากบริษัทข้ามชาติ

การที่เราภูมิใจว่าอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยเติบโตมากมาย ส่งออกได้เป็นแสนๆ คัน และคาดว่าการผลิตรถยนต์ในประเทศจะถึง 1 ล้านคันในปีนี้หรือปีหน้า แต่สิ่งที่ประเทศไทยหรือคนไทยไม่เห็นการเกิดขึ้นก็คือรถยนต์ยี่ห้อไทยหรือแบรนด์ไทยแลนด์ แสดงให้เห็นว่า เรายังไม่ได้รับความรู้ในการออกแบบรถยนต์ ยังไม่ได้รับความรู้ด้านระบบเครื่องยนต์ หรือพูดง่ายๆ ว่า ด้านวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมรถยนต์ของเรายังได้รับความรู้ที่น้อย

คนไทยและประเทศไทยควรจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ในมาตรฐานที่สูงขึ้น จากบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย และจะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ รัฐบาลจะต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้นเพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนไทยสูงขึ้น

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

 New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Comments (1)

Kangaroo หางเหลือง : Blue Ocean Strategy อีกหนึ่งกรณีธุรกิจ

หนีความเซ็งของบ้านเราที่ไม่นิ่งและวุ่นวายมาตลอด เราลองมาดูตัวอย่างที่จะใช้กลยุทธธุรกิจแนวใหม่ในการแก้วิกฤตธุรกิจด้วย Blue Ocean ได้อย่างไร

ตัวอย่างหนึ่งที่ Kim & Mauborgne ใช้อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธทะเลสีน้ำเงินหรือกลยยุทธ Blue Ocean (BOS) คือ กรณีของไวน์ออสเตรเลีย Casella Wines ด้วยเครื่องมือของ BOS ที่เรียกว่า “The Four Action Framwork” (4AF) หรือ 4 กรอบการปฏิบัติ

ในช่วงที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตช่วงฤดูร้อนที่แล้วในประเทศออสเตรเลีย ทำให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิต ความเป็นอยู่และเห็นหลายสิ่งซึ่งแตกต่างไปจากบ้านเราโดยเฉพาะธุรกิจ การบริหารจัดการบ้านเมือง การศึกษาและไลฟ์สไตล์ของคนออสซี่ (Aussi)

เมื่อพูดถึงเจ้า Kangaroo หางเหลือง [yellow tail] ทำให้นึกถึงบรรยากาศช่วงเย็นๆ เสร็จภารกิจจากการเรียนที่ UQ (University of Queensland) แต่ละคนในกลุ่มที่ไปด้วยกันก็อดไม่ได้ที่จะถือไวน์ติดมือมากันคนละขวดเนื่องจากสนนราคาที่นั่น ไวน์แดงรสกลมกล่อมราคาประมาณ 5-7 เหรียญเท่านั้น (1 เหรียญออสเตรเลียเท่ากับ 26 บาท) พอข้ามทวีปมาที่ Duty Free เกาะสิงคโปร์ราคาตกประมาณ 6 เท่า หรืออย่าง Penfolds BIN407 ที่โน่นประมาณ 2-3,000 บาท บ้านเราสูงกว่า 2.5 เท่า
จึงทำให้สมัยหนึ่งบ้านเราคิดทำไวน์จากผลไม้ในบ้านเมืองไทย แต่กลายเป็น “วายวอด” ไปหมดโดยเฉพาะบรรดา OTOP ด้วยหลายๆ เหตุผล อาทิ
- ทำตลาดส่งออกไม่เป็นหรือไม่เข้าในเรื่อง กลยุทธการตลาดระหว่างประเทศ
- ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ทำการ Dominate ตลาดหรือบล๊อกไม่ให้มีขวดในการบรรจุผลิตภัณฑ์
- ผลกระทบจากหน่วยงานรัฐที่ใช้ภาษีบาป (Sin Tax) มารณรงค์จน-เครียด-กินเหล้า ชาวบ้านที่ผลิตไวน์เลยไม่รู้ว่าตกลงนโยบายของรัฐบาลเอายังไงแน่

[yellow tail]
เจ้า Kangaroo หางเหลืองนี้คือ ไวน์ออสเตรเลียที่สามารถเข้าไปตีตลาดไวน์สหรัฐ

ได้จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

(ยังมีต่อ)

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

Value Innovation : หัวใจหลักของ Blue Ocean Strategy

อะไรคือ ความจริงที่สามารถใช้แยกอย่างแท้จริงระหว่างผู้ชนะผู้แพ้จากในทะเลสีน้ำเงิน สิ่งนั้นคือ กลยุทธ (Strategy) นั่นเอง
บริษัทที่ต่อสู้กันอยู่ในทะเลสีแดง (Red Ocean) จะใช้กลยุทธแบบดั้งเดิม อาทิ
- การเข้าไปโจมตีการแข่งขันด้วยการป้องกันตำแหน่งทางตลาดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันอยู่
ขณะที่ผู้สร้างทะเลสีน้ำเงินไม่ได้ใช้การแข่งขันเป็นสิ่งเทียบวัด แต่ใช้สิ่งที่เป็น “ตรรกเชิงกลยุทธ” (Strategic Logic) ที่ Kim และ Mauborgne เรียกว่า “นวัตกรรมเชิงมูลค่า” (Value Innovation) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกลยุทธทะเลสีน้ำเงิน
ประเด็นนี้อยากชี้ให้ชัดว่า ธุรกิจในบ้านเราหรือองค์กรที่ทำเรื่อง นวัตกรรมและพัฒนาวิธีการคิดสร้างสรรค์เข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องธุรกิจแห่งนวัตกรรม (Innovative Enterprise)

นวัตกรรมเชิงมูลค่า (Value Innovation)
ในกลยุทธทะเลสีน้ำเงินเราเรียก นวัตกรรมเชิงมูลค่า เพราะว่าเราได้แทนที่จุดมุ่งในการโจมตีของการแข่งขันไปสู่การแข่งขันที่ไม่สัมพันธ์กันโดยการสร้างคุณค่าสำหรับผู้ซื้อ (Buyers) และบริษัทจากการเปิดพื้นที่ว่างทางการตลาดใหม่และเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแข่งขัน
นวัตกรรมเชิงมูลค่านี้จัดวางกลยุทธอยู่ที่ “คุณค่า” (Value) และ “นวัตกรรม” (Innovation)

นวัตกรรมเชิงมูลค่านี้เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี (Technolo-gy Innovation) และการเป็นผู้บุกเบิกตลาด (Market Pioneering) โดยที่
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจัดวางนวัตกรรมกับอรรถประโยชน์ (Utility) ราคา (Price) และตำแหน่งของต้นทุน (Cost Positions)
ดังนั้นถ้าบริษัทล้มเหลวในการกำหนดนวัตกรรมกับคุณค่าตามตรรกข้างต้นก็จะกลายเป็น นักนวัตกรรมเทคโนโลยีและผู้บุกเบิกตลาดที่เปรียบเสมือนได้คิดสิ่งใหม่ออกมาแล้วถูกคนอื่นคว้าเอาไปใช้
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าเป็นวิธีการคิดใหม่และการปฏิบัติการใหม่ทางกลยุทธที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นจากการสร้างทะเลสีน้ำเงินและหยุดออกไปจากการแข่งขัน
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าได้นิยามสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานมากที่สุดในการยอมรับหลักการของกลยุทธที่เน้นการแข่งขันคือ การแลกเปลี่ยนของคุณค่า-ต้นทุน (The Value-Cost Trade-Off)
ตามความคิดแบบดั้งเดิมที่เชื่อว่าบริษัทสามารถสร้างไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งระหว่างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เพื่อลูกค้าที่ต้นทุนที่สูง หรือสร้างคุณค่าที่สมเหตุสมผลในต้นทุนที่ต่ำ
นั่นหมายความว่า กลยุทธกลายเป็นสิ่งที่ต้องเลือกระหว่าง ความแตกต่าง (Differentiation) และต้นทุนที่ต่ำ (Low Cost)
แต่ในทางตรงกันข้าม การแสวงหาเพื่อสร้างทะเลสีน้ำเงิน มีความโดดเด่นที่ได้ทั้งความแตกต่างและต้นทุนที่ต่ำไปพร้อมกัน

รูปที่ 1 นวัตกรรมเชิงมูลค่า : หัวใจหลักของ BOS

• นวัตกรรมเชิงมูลค่าคือ การสร้างสมรภูมิที่บริษัทดำเนินกิจการอย่างหน้าชื่นทั้ง โครงสร้างต้นทุนและการกำหนดคุณค่าเพื่อผู้ซื้อ
การประหยัดด้านต้นทุนจะทำได้โดยการกำจัด (Eliminating) และการลด (Reducing) ปัจจัยในอุตสาหกรรมการแข่งขัน คุณค่าของผู้ซื้อคือการเพิ่มขึ้น (Raising) และการสร้าง (Creating) องค์ประกอบที่ไม่เคยมีใครเสนอให้ผู้ซื้อหรือลูกค้าในอุตสาหกรรม
ตลอดเวลาที่ต้นทุนถูกลดลงจากการประหยัดด้วยขนาดทำให้นำไปสู่มูลค่าการขายที่สูงขึ้น สิ่งนี้เป็นการสร้างให้เกิดมูลค่าสูงสุด

โดยสรุปแล้ว การสร้างทะเลสีน้ำเงิน เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการผลักดันให้ต้นทุนลดลงขณะที่ขยับเคลื่อนให้คุณค่าสำหรับผู้ซื้อสูงขึ้นไปพร้อมๆ กัน นี่คือ การก้าวเข้าไปในคุณค่าด้วยความสำเร็จทั้งบริษัทและผู้ซื้อ เพราะว่าคุณค่าของผู้ซื้อมาจาก อรรถประโยชน์และราคาที่บริษัทเสนอให้กับผู้ซื้อ และเพราะว่าคุณค่าเพื่อบริษัทเป็นการสร้างจากราคาและโครงสร้างต้นทุน

นวัตกรรมเชิงมูลค่าจะประสบความสำเร็จเมื่อระบบทั้งหมดของบริษัท เช่น อรรถประโยชน์ ราคาและกิจกรรมด้านต้นทุนได้ถูกจัดวางอย่างเหมาะสม

กลยุทธทะเลสีน้ำเงินที่สร้างขึ้นต้องบูรณาการ หน้าที่ทั้งหมดของธุรกิจและกิจกรรมการปฏิบัติการเข้าด้วยกัน
ในทางตรงกันข้าม นวัตกรรมบางอย่างเช่น นวัตกรรมการผลิต สามารถประสบความสำเร็จในระดับย่อยของระบบ แต่ไม่สามารถมีผลกระทบกับกลยุทธของบริษัททั้งหมด

นวัตกรรมในกระบวนการผลิต เช่น โครงสร้างต้นทุนที่ต่ำเพื่อนำไปสู่กลยุทธผู้นำด้านต้นทุน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะที่นำเสนอในอรรถประโยชน์ แม้ว่านวัตกรรมในลักษณะนี้อาจจะช่วยให้มั่นใจในตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทยังคงสามารถยืนอยู่ในพื้นที่ว่างทางการตลาด แต่ไม่สามารถใช้ระบบย่อยดังกล่าวให้สามารถสร้างทะเลสีน้ำเงินในพื้นที่ว่างทางการตลาดใหม่ได้

สุดท้ายแล้ว นวัตกรรมเชิงมูลค่า เป็นมากกว่านวัตกรรม แต่เป็นกลยุทธที่บูรณาการเข้าไปยังระบบกิจกรรมของบริษัท นวัตกรรมเชิงมูลค่าต้องการให้บริษัทมุ่งเน้นในระบบทั้งหมดเพื่อความสำเร็จในการก้าวเข้าไปในคุณค่าทั้งผู้ซื้อและบริษัท หากไม่สามารถบูรณาการสิ่งนี้ได้ นวัตกรรมจะถูกแบ่งไปจากกลยุทธหลักของบริษัท

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

« Previous entries