มหา’ลัยในบ้านเรามีแนวโน้มที่ขยายตัวและเปิดกว้างมากกว่าในยุคก่อนๆ ขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกให้กับสังคมมากขึ้น หรือคนในสังคมมีทางเลือกในด้านการแสวงหาความรู้ได้ดีกว่าในอดีตที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน
นิวส์วีค ฉบับ 21 สิงหาคม 2006 ได้เสนอ 10 อันดับมหาวิทยาลัยโลก ซึ่งหากเรียงกันแล้วจะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเสียเกือบหมดคือ
อันดับที่ 1 Harvard อันดับที่ 2 Stanford อันดับที่ 3 Yale อันดับที่ 4 California Institute of Technology อันดับที่ 5 University of California, Berkeley อันดับที่ 6 University of Cambridge อันดับที่ 7 Massachusetts Institute of Technology อันดับที่ 8 University of Oxford อันดับที่ 9 University of California, San Francisco และอันดับที่ 10 Columbia University
ขณะเดียวกันในอีก 40 มหาวิทยาลัยระดับท็อปนั้นที่ผมสนใจคือ มีมหาวิทยาลัยจากเอเชีย 3 มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกคือ University of Tokyo, Kyoto University (Japan) และ National University of Singapore
บ้านเราคงไม่ต้องพูดให้แสลงใจล่ะครับ! ทั้งมหาวิทยาลัยดั้งเดิม และมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ยังเดินมาไม่ถึงจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลหลายๆ ประการ
สิ่งหนึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญจากระบบการตรวจสอบและเน้นการรายงานเชิงเอกสาร จากฝ่ายนโยบายที่ฉุดรั้งพัฒนาการของบรรดามหาวิทยาลัยไทยทั้งหลาย
Blue Ocean ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว มีลูกศิษย์จากโครงการ MBA ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ผู้เขียนสอนอยู่ท่านหนึ่ง ให้ผู้เขียนช่วยรับรองคุณสมบัติเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกทางด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดแวบหนึ่งว่า เออ!น่าสนใจ
ผู้เขียนได้ติดต่อไปทางโครงการปริญญาเอกที่บัณฑิตวิทยาลัย พบว่า “โครงการปริญญาเอก หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิตสาขาการจัดการธุรกิจ” ของที่นี่น่าสนใจทีเดียว เพราะ
1.ผู้อำนวยการโครงการคือ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เชี่ยวชาญทางกลยุทธ์และการตลาดในระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของหลักสูตรที่ประกันอะไรหลายๆ อย่างในด้านการเรียนการสอนตามทัศนะของผู้เขียน
2.หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิตนี้ เป็นอะไรที่คิดแตกต่างไปจากหลักสูตรปริญญาเอกที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในท้องตลาด อาทิเช่น
เป็น Doctor of Management หมายความว่า เน้นหนักในด้านการนำไปปฏิบัติ (Practical) มากกว่าเรียนแบบนักวิชาการ (Academic)
เงื่อนไขหลายๆ อย่างเช่น การเรียนเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ การศึกษาดูงานและเข้าหลักสูตรทางกลยุทธ์และการตลาดที่มหาวิทยาลัย Berkeley
รวมทั้งวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการโครงการ ที่ต้องการสร้างปริญญาเอกของไทยให้มากกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย
เหล่านี้เป็นประเด็นที่สร้างเสน่ห์ให้หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต แตกต่างและถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาและต่อยอดความรู้ในระดับการศึกษาขั้นสูงสุด
ทำไมผู้เขียนถึงบอกว่า “หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต” ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็น “Blue Ocean” ทางการศึกษา
ด้วยแนวคิดของ Kim และ Mauborgne (2004) ที่เสนอในเรื่อง Blue Ocean Strategy ในตลาดที่ไม่มีการแข่งขันหรือพื้นที่ว่างทางการตลาดใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างอุปสงค์ขึ้นมาเป็นโอกาสทางการตลาด
ประการแรก หลักสูตรปริญญาเอกในตลาดการศึกษาหรือธุรกิจการศึกษาบ้านเรา จะมีลักษณะที่เรียกว่า Red Ocean ทั้งนี้ก็เพราะว่า
- เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงกลุ่มลูกค้าที่จบปริญญาโท ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นในบ้านเรา และมีข้อจำกัดในการที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศไม่ว่าจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตาม
- จำนวนผู้เข้าเรียนต่อหลักสูตรจะรับประมาณ 10-15 คน หรืออย่างใจถึงๆ หน่อยก็ 20-30 คน แต่ไม่มีใครกล้ารับเป็น 100 คนขึ้นไป
- อาจารย์ผู้สอนมักจะเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูง ดังนั้นจึงตั้งมาตรฐานตามที่ตนเองมีประสบการณ์มา ซึ่งไม่เข้าใจถึงสภาพธุรกิจ สังคมและการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์ว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร เช่น
“ในรุ่นๆ หนึ่งมีนักศึกษาจบได้ 2-3 คน ก็ถือว่ามากแล้ว”
ประการที่สำคัญ การศึกษาในระดับปริญญาเอก ต้องทำการวิจัยหรือ Dissertation ซึ่งถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ลักษณะดังกล่าวจะพบว่า
- นักศึกษามักจะถูกคาดหวังให้ทำวิจัยในลักษณะเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และใช้สถิติแพรวพราว รวมทั้งมิติของผู้ดูแลดุษฎีนิพนธ์ก็มักจะไม่ค่อยมองลักษณะของวิธีการวิจัยผสม (Mixed Research)
- การมุ่งวิจัยเชิงลึกเพื่อเน้นการตรวจสอบทฤษฎีหรือหลักการจึงเป็นข้อจำกัด ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ในบริบทของสังคมไทย
- อิจฉามาร์เก็ตติ้งที่สูงมากในระบบการศึกษาไทย คือจะมีนักศึกษาที่โดดเด่นหรือเก่งกว่าอาจารย์ในโครงการไม่ได้ ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่เปิดระดับปริญญาเอกมา 4-5 ปีแล้วมีนักศึกษาจบยังไม่ถึง 10 คน !
และที่เน้นเฉพาะทำวิจัยอย่างเดียว โอกาสจบแทบจะมองไม่เห็น เพราะมี Requirement ของหลักสูตรเพิ่มเข้ามา ซึ่งทำให้นักศึกษาต้องแพ้ภัยตัวเองในที่สุด
ประการสุดท้าย ด้วยวิสัยทัศน์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผู้อำนวยการโครงการ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยกล้าทำเพื่อเป็นการสร้างความท้าทายใหม่ที่แหวกประเพณีและหลุดไปจากวังวนของระบบการศึกษาไทย ถือว่าหลักสูตรนี้เป็น “Blue Ocean ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต” ที่จะสร้างดุษฎีบัณฑิตให้สามารถออกไปยืนแถวหน้าในระดับประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เพราะที่แหล่งนี้มีความเป็นครูสูง ขอบข่ายความรู้เป็นการนำไปสู่ภาคปฏิบัติของธุรกิจ มีการสร้างแนวทางให้นักศึกษาที่มีขีดความสามารถและให้โอกาสที่จะก้าวสู่เส้นทางสานฝันได้อย่างเพียบพร้อม
ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants