Archive for Blue Ocean Strategy

Blog Talk…สัมภาษณ์ ดร.ดนัย เทียนพุฒ (ตอนจบ) : Blue Ocean Strategy (Final)

Blog Talk …กับ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ในเรื่อง กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy ตอนจบครับ

ตัวอย่าง : กรณี น้ำดื่มชาเขียว

ตัวอย่างของ Noncustomers

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants

***New Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
1. New Business Management : http://biz2all.blogspot.com
2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Leave a Comment

Blog Talk… บทสัมภาษณ์ ดร.ดนัย เทียนพุฒ (2) The Example of Blue Ocean Strategy

Blog Talk กับ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ในบทสัมภาษณ์ เรื่อง Blue Ocean Strategy

คราวนี้เป็นตัวอย่างและธุรกิจไทยที่น่าจะอยู่ในข่าย “กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน” หรือ Blue Ocean Strategy

แนวคิดของ Porter กับ BOS ไม่ได้สนับสนุนแต่ Kim & Mauborgne ตี Porter โดยตรง

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants

Leave a Comment

Blog Talk. . . ดร.ดนัย เทียนพุฒ ให้สัมภาษณ์พิเศษ เรื่อง Blue Ocean Strategy กับ นสพ. inMarketing

Blog Talk กับ ดร.ดนัย เทียนพุฒ วันนี้จะขอนำบทสัมภาษณ์บางตอน ในเรื่อง Blue Ocean Strategy มาเล่าให้ท่านที่สนใจรับชมและรับฟังครับ

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.50 ที่ผ่านมา ดร.ดนัย เทียนพุฒ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดี เอ็น ที คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำด้านกลยุทธธุรกิจ การตลาด และบริหารคน ให้สัมภาษณ์ นสพ. InMarketing เกี่ยวกับแนวคิด หลักการและตัวอย่างของ กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy สำหรับกรณีประยุกต์ใช้ในประเทศไทย
ซึ่งจะวางจำหน่ายในวันที่ 1-16 ส.ค.50 รับชมและรับฟังได้บางตอนครับ

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNT Consultants

***New Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
1. Business Management : http://biz2all.blogspot.com
2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Leave a Comment

Kangaroo หางเหลือง : Blue Ocean Strategy อีกหนึ่งกรณีธุรกิจ

หนีความเซ็งของบ้านเราที่ไม่นิ่งและวุ่นวายมาตลอด เราลองมาดูตัวอย่างที่จะใช้กลยุทธธุรกิจแนวใหม่ในการแก้วิกฤตธุรกิจด้วย Blue Ocean ได้อย่างไร

ตัวอย่างหนึ่งที่ Kim & Mauborgne ใช้อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธทะเลสีน้ำเงินหรือกลยยุทธ Blue Ocean (BOS) คือ กรณีของไวน์ออสเตรเลีย Casella Wines ด้วยเครื่องมือของ BOS ที่เรียกว่า “The Four Action Framwork” (4AF) หรือ 4 กรอบการปฏิบัติ

ในช่วงที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตช่วงฤดูร้อนที่แล้วในประเทศออสเตรเลีย ทำให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิต ความเป็นอยู่และเห็นหลายสิ่งซึ่งแตกต่างไปจากบ้านเราโดยเฉพาะธุรกิจ การบริหารจัดการบ้านเมือง การศึกษาและไลฟ์สไตล์ของคนออสซี่ (Aussi)

เมื่อพูดถึงเจ้า Kangaroo หางเหลือง [yellow tail] ทำให้นึกถึงบรรยากาศช่วงเย็นๆ เสร็จภารกิจจากการเรียนที่ UQ (University of Queensland) แต่ละคนในกลุ่มที่ไปด้วยกันก็อดไม่ได้ที่จะถือไวน์ติดมือมากันคนละขวดเนื่องจากสนนราคาที่นั่น ไวน์แดงรสกลมกล่อมราคาประมาณ 5-7 เหรียญเท่านั้น (1 เหรียญออสเตรเลียเท่ากับ 26 บาท) พอข้ามทวีปมาที่ Duty Free เกาะสิงคโปร์ราคาตกประมาณ 6 เท่า หรืออย่าง Penfolds BIN407 ที่โน่นประมาณ 2-3,000 บาท บ้านเราสูงกว่า 2.5 เท่า
จึงทำให้สมัยหนึ่งบ้านเราคิดทำไวน์จากผลไม้ในบ้านเมืองไทย แต่กลายเป็น “วายวอด” ไปหมดโดยเฉพาะบรรดา OTOP ด้วยหลายๆ เหตุผล อาทิ
- ทำตลาดส่งออกไม่เป็นหรือไม่เข้าในเรื่อง กลยุทธการตลาดระหว่างประเทศ
- ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ทำการ Dominate ตลาดหรือบล๊อกไม่ให้มีขวดในการบรรจุผลิตภัณฑ์
- ผลกระทบจากหน่วยงานรัฐที่ใช้ภาษีบาป (Sin Tax) มารณรงค์จน-เครียด-กินเหล้า ชาวบ้านที่ผลิตไวน์เลยไม่รู้ว่าตกลงนโยบายของรัฐบาลเอายังไงแน่

[yellow tail]
เจ้า Kangaroo หางเหลืองนี้คือ ไวน์ออสเตรเลียที่สามารถเข้าไปตีตลาดไวน์สหรัฐ

ได้จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

(ยังมีต่อ)

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Leave a Comment

Value Innovation : หัวใจหลักของ Blue Ocean Strategy

อะไรคือ ความจริงที่สามารถใช้แยกอย่างแท้จริงระหว่างผู้ชนะผู้แพ้จากในทะเลสีน้ำเงิน สิ่งนั้นคือ กลยุทธ (Strategy) นั่นเอง
บริษัทที่ต่อสู้กันอยู่ในทะเลสีแดง (Red Ocean) จะใช้กลยุทธแบบดั้งเดิม อาทิ
- การเข้าไปโจมตีการแข่งขันด้วยการป้องกันตำแหน่งทางตลาดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันอยู่
ขณะที่ผู้สร้างทะเลสีน้ำเงินไม่ได้ใช้การแข่งขันเป็นสิ่งเทียบวัด แต่ใช้สิ่งที่เป็น “ตรรกเชิงกลยุทธ” (Strategic Logic) ที่ Kim และ Mauborgne เรียกว่า “นวัตกรรมเชิงมูลค่า” (Value Innovation) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกลยุทธทะเลสีน้ำเงิน
ประเด็นนี้อยากชี้ให้ชัดว่า ธุรกิจในบ้านเราหรือองค์กรที่ทำเรื่อง นวัตกรรมและพัฒนาวิธีการคิดสร้างสรรค์เข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องธุรกิจแห่งนวัตกรรม (Innovative Enterprise)

นวัตกรรมเชิงมูลค่า (Value Innovation)
ในกลยุทธทะเลสีน้ำเงินเราเรียก นวัตกรรมเชิงมูลค่า เพราะว่าเราได้แทนที่จุดมุ่งในการโจมตีของการแข่งขันไปสู่การแข่งขันที่ไม่สัมพันธ์กันโดยการสร้างคุณค่าสำหรับผู้ซื้อ (Buyers) และบริษัทจากการเปิดพื้นที่ว่างทางการตลาดใหม่และเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแข่งขัน
นวัตกรรมเชิงมูลค่านี้จัดวางกลยุทธอยู่ที่ “คุณค่า” (Value) และ “นวัตกรรม” (Innovation)

นวัตกรรมเชิงมูลค่านี้เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี (Technolo-gy Innovation) และการเป็นผู้บุกเบิกตลาด (Market Pioneering) โดยที่
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าเกิดขึ้นเมื่อบริษัทจัดวางนวัตกรรมกับอรรถประโยชน์ (Utility) ราคา (Price) และตำแหน่งของต้นทุน (Cost Positions)
ดังนั้นถ้าบริษัทล้มเหลวในการกำหนดนวัตกรรมกับคุณค่าตามตรรกข้างต้นก็จะกลายเป็น นักนวัตกรรมเทคโนโลยีและผู้บุกเบิกตลาดที่เปรียบเสมือนได้คิดสิ่งใหม่ออกมาแล้วถูกคนอื่นคว้าเอาไปใช้
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าเป็นวิธีการคิดใหม่และการปฏิบัติการใหม่ทางกลยุทธที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นจากการสร้างทะเลสีน้ำเงินและหยุดออกไปจากการแข่งขัน
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าได้นิยามสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานมากที่สุดในการยอมรับหลักการของกลยุทธที่เน้นการแข่งขันคือ การแลกเปลี่ยนของคุณค่า-ต้นทุน (The Value-Cost Trade-Off)
ตามความคิดแบบดั้งเดิมที่เชื่อว่าบริษัทสามารถสร้างไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งระหว่างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เพื่อลูกค้าที่ต้นทุนที่สูง หรือสร้างคุณค่าที่สมเหตุสมผลในต้นทุนที่ต่ำ
นั่นหมายความว่า กลยุทธกลายเป็นสิ่งที่ต้องเลือกระหว่าง ความแตกต่าง (Differentiation) และต้นทุนที่ต่ำ (Low Cost)
แต่ในทางตรงกันข้าม การแสวงหาเพื่อสร้างทะเลสีน้ำเงิน มีความโดดเด่นที่ได้ทั้งความแตกต่างและต้นทุนที่ต่ำไปพร้อมกัน

รูปที่ 1 นวัตกรรมเชิงมูลค่า : หัวใจหลักของ BOS

• นวัตกรรมเชิงมูลค่าคือ การสร้างสมรภูมิที่บริษัทดำเนินกิจการอย่างหน้าชื่นทั้ง โครงสร้างต้นทุนและการกำหนดคุณค่าเพื่อผู้ซื้อ
การประหยัดด้านต้นทุนจะทำได้โดยการกำจัด (Eliminating) และการลด (Reducing) ปัจจัยในอุตสาหกรรมการแข่งขัน คุณค่าของผู้ซื้อคือการเพิ่มขึ้น (Raising) และการสร้าง (Creating) องค์ประกอบที่ไม่เคยมีใครเสนอให้ผู้ซื้อหรือลูกค้าในอุตสาหกรรม
ตลอดเวลาที่ต้นทุนถูกลดลงจากการประหยัดด้วยขนาดทำให้นำไปสู่มูลค่าการขายที่สูงขึ้น สิ่งนี้เป็นการสร้างให้เกิดมูลค่าสูงสุด

โดยสรุปแล้ว การสร้างทะเลสีน้ำเงิน เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการผลักดันให้ต้นทุนลดลงขณะที่ขยับเคลื่อนให้คุณค่าสำหรับผู้ซื้อสูงขึ้นไปพร้อมๆ กัน นี่คือ การก้าวเข้าไปในคุณค่าด้วยความสำเร็จทั้งบริษัทและผู้ซื้อ เพราะว่าคุณค่าของผู้ซื้อมาจาก อรรถประโยชน์และราคาที่บริษัทเสนอให้กับผู้ซื้อ และเพราะว่าคุณค่าเพื่อบริษัทเป็นการสร้างจากราคาและโครงสร้างต้นทุน

นวัตกรรมเชิงมูลค่าจะประสบความสำเร็จเมื่อระบบทั้งหมดของบริษัท เช่น อรรถประโยชน์ ราคาและกิจกรรมด้านต้นทุนได้ถูกจัดวางอย่างเหมาะสม

กลยุทธทะเลสีน้ำเงินที่สร้างขึ้นต้องบูรณาการ หน้าที่ทั้งหมดของธุรกิจและกิจกรรมการปฏิบัติการเข้าด้วยกัน
ในทางตรงกันข้าม นวัตกรรมบางอย่างเช่น นวัตกรรมการผลิต สามารถประสบความสำเร็จในระดับย่อยของระบบ แต่ไม่สามารถมีผลกระทบกับกลยุทธของบริษัททั้งหมด

นวัตกรรมในกระบวนการผลิต เช่น โครงสร้างต้นทุนที่ต่ำเพื่อนำไปสู่กลยุทธผู้นำด้านต้นทุน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะที่นำเสนอในอรรถประโยชน์ แม้ว่านวัตกรรมในลักษณะนี้อาจจะช่วยให้มั่นใจในตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทยังคงสามารถยืนอยู่ในพื้นที่ว่างทางการตลาด แต่ไม่สามารถใช้ระบบย่อยดังกล่าวให้สามารถสร้างทะเลสีน้ำเงินในพื้นที่ว่างทางการตลาดใหม่ได้

สุดท้ายแล้ว นวัตกรรมเชิงมูลค่า เป็นมากกว่านวัตกรรม แต่เป็นกลยุทธที่บูรณาการเข้าไปยังระบบกิจกรรมของบริษัท นวัตกรรมเชิงมูลค่าต้องการให้บริษัทมุ่งเน้นในระบบทั้งหมดเพื่อความสำเร็จในการก้าวเข้าไปในคุณค่าทั้งผู้ซื้อและบริษัท หากไม่สามารถบูรณาการสิ่งนี้ได้ นวัตกรรมจะถูกแบ่งไปจากกลยุทธหลักของบริษัท

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments (1)

Nintendo’s Wii : Blue Ocean Strategy

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าตลาดวีดีโอเกมส์เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตโดยตัวเลขประมาณหลายๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในตลาดวีดีโอเกมส์ ณ ปัจจุบันนี้ถูกครอบครองโดยยักษ์ใหญ่ 2 รายคือ โซนี่ ด้วย Playstation
(PS 1 & 2) และ PS3 ในไม่ช้านี้) ที่ต่อสู้และยืนหยัดกันคนละมุมเวทีกับไมโครซอฟท์ด้วย Xbox
(Xbox และ Xbox 360) (ขณะที่ทศวรรษที่แล้วเจ้าตลาดคือ เซกา (Sega) และนินเทนโด (Nintendo)
หากถอยไป 2 ทศวรรษก่อนจะเป็น Atari, Amiga, Amstrad & Commodore)

กลยุทธทะเลสีน้ำเงินของนินเทนโด-วี

นินเทนโดดูเหมือนจะเป็นผู้เล่นรายที่ 3 ในตลาดวีดีโอเกม ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้กระชากสายตาทุกคู่ให้จับตามมองกับสิ่งที่นำเข้าสู่ตลาดด้วย “วี (Wii)”

สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางกลยุทธที่น่าสนใจมาก เพราะว่าได้กลายเป็นตัวอย่างของกลยุทธที่เรียกว่า “ทะเลสีน้ำเงิน”
(Blue Ocean Strategy : BOS)”

ภาพกราฟหรือ Strategic Canvas ต่อไปนี้ แสดงถึง กลยุทธนินเทนโด “วี” (Nintendo’s Wii)
จากภาพกราฟแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของเครื่องเล่นวีดีโอเกมส์ของโซนี่ ไมโครซอฟท์และนินเทนโดชุดล่าสุด

กราฟนี้บอกอะไรให้เรารู้เกี่ยวกับกลยุทธทะเลสีน้ำเงิน
- Wii ไม่ได้สนใจที่จะเป็นชุดควบคุมเครื่องเล่นวีดีโอเกมส์สายพันธุ์ใหม่ที่ดีที่สุด แต่นินเทนโดกำลังจะพยายามนำสิ่งที่ไม่ใช่เมนหลักของผู้เล่นเกมส์กลับไปสู่เกมส์การเล่นด้วย Wii
- Wii เทียบไม่ได้กับวีดีโอเกมส์ แต่Wii มีจุดหมายที่เป็นวิธีการสร้างความสนุกสนานโดยนินเทนโดมุ่งไปที่ความรู้สึกของผู้บริโภคมากกว่าผลิตภัณฑ์

คุณลักษณะที่แสดงในกราฟชี้ให้เห็นว่า
นินเทนโดกำลังแข่งขันด้วยเทอมที่แตกต่างอย่างสมบูรณ์ระหว่างโซนี่และไมโครซอฟท์ อาทิ
* Wii มีราคาถูกมาก เพราะไม่ต้องมีฮาร์ดดิสก์ ไม่มี Dolby5.1 การเชื่อมต่อที่ต่ำ โปรเซสเซอร์ความเร็วที่ต่ำ แต่โบยบินหนีไปกับนวัตกรรมการควบคุม Stick
อุปกรณ์ควบคุมหรือสติ๊กนี้ได้บูรณาการเข้ากับการเคลื่อนไหวของผู้เล่นโดยตรงในวีดีโอเกมส์ (เหมือนการเล่นเทนนิส กอล์ฟ หรือฟันดาบ….).
ด้วยหน้าที่การใช้งานชุดอุปกรณ์ควบคุมของนินเทนโดได้เปิดโลกวีดีโอเกมส์ให้กับคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้เล่นเกมส์อย่างสมบูรณ์แบบ

Value Innovation ของ Nintendo
สิ่งที่นินเทนโด “วี” ทำนี้ใช้แนวคิด Kim & Marborgne อธิบายได้ว่า ขณะที่ Xbox ของไมโครซอฟท์และ PS3 ของโซนี่กำลังต่อสู้กันอย่างเลือดสาดในทะเลสีแดง (คือตลาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) นินเทนโด-วีได้แล่นเรือออกไปยังทะเลสีน้ำเงินเพื่อสร้างตลาดใหม่ด้วยตนเอง
• นวัตกรรมเชิงมูลค่าที่แข็งแกร่งสำหรับลูกค้าใหม่จำนวนมาก นอกจากผู้ชายที่เล่นเกมส์ด้วยอุปกรณ์ควบคุมที่เคลื่อนไหวได้
• การลดต้นทุนโดยการกำจัดคุณลักษณะที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่มีฮาร์ดดิสก์ ไม่ต้องใช้ดีวีดี ไม่มี Dolby5.1 ความเร็วโปรเซสเซอร์ที่ต่ำ

ถ้าคิดถึงทฤษฎีของพอร์เตอร์ในเรื่อง การเป็นผู้นำด้านต้นทุนและการสร้างความแตกต่างทั้ง 2 ลักษณะข้างต้นไม่เข้าข่ายแนวคิดของพอร์เตอร์ แต่เป็นคุณลักษณะของกลยุทธทะเลสีน้ำเงิน

สุดท้ายนินเทนโดมีเป้าหมายที่ตลาดในกลุ่ม “None Core Gamers” คือเป็นตลาดที่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงไม่ได้คิดหรือมีความรู้สึกว่ายุ่งยากในระหว่างเล่นเกมส์ที่เป็นตลาดซึ่งทำให้สามารถมีความชื่นชอบขนาดใหญ่ได้ ดังเช่นบริษัท Boonty ที่มีเป้าหมายเช่นเดียวกันในตลาดผู้เล่น Sudoku เมื่อหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม Xbox และ Playstation กำลังเผชิญกับสิ่งที่ไม่ใช่สมรรถภาพ (Capabilities) เพื่อการแข่งขันจากผู้มาใหม่ ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นจุดอ่อนของ Blue Ocean ที่แข่งเพียงคุณลักษณะเท่านั้นและไม่ได้เข้าไปโจมตีโดยตรงกับ 2 ยักษ์ใหญ่เช่นโซนี่และไม่โครซอฟท์
ขณะที่แอปเปิ้ลก็คิดที่จะเข้าตลาดวีดีโอเกมส์นี้เช่นเดียวกัน และอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนไหวนี้ผู้เล่นยักษ์ใหญ่รายเดิมสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้ง Xbox-Live ก็มีสิ่งนี้เรียบร้อยแล้ว

กลยุทธทะเลสีน้ำเงินหรือ Blue Ocean Strategy ของนินเทนโดยังต้องมี นวัตกรรมเชิงมูลค่าตัวใหม่ออกมาอีกมิฉะนั้น Wii ก็จะเดินเข้าสู่ทะเลสีแดงที่ต้องแข่งขันอย่างเลือดสาดเช่นเดิม


ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

Leave a Comment

The Secret formula in Blue Ocean Strategy

เมื่อพูดถึงกลยุทธที่นิยมพูดกันมากในปัจจุบันคือ “กลยุทธทะเลลึกสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy (BOS)”
ทำให้ได้มีโอกาสเจอบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารธุรกิจในหลายบริษัทที่มักจะบอกว่า “ที่บริษัทได้ใช้กลยุทธ BOS”
แต่พออ่านในรายละเอียดกลับไม่เจออะไรเลย
ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าต้องพูดให้ดูทันสมัยตามกระแสจะได้ไม่ตกรุ่น หลงยุค จนตามใครไม่ทัน

จำเป็นอะไรนักหนาที่จะต้องสร้าง BOS

ในการวางแผนกลยุทธของธุรกิจ เราจะพบว่าโลกธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการสร้างธุรกิจใหม่ การหาพื้นที่ว่างทางการตลาดจึงมีความจำเป็นและในขณะที่จีน อินเดีย เวียตนาม เกาหลีใต้ ต่างพาเหรดเข้าสู่ตลาดโลกกันเหมือนเดินเล่น
ธุรกิจในประเทศไทยที่อาศัยเปิดตำราเล่มสองเล่ม ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้หรือไม่
ความจำเป็นในการสร้าง “ทะเลลึกสีน้ำเงิน”
(1) การถูกเร่งโดยเทคโนโลยีในปัจจุบันมีเกิดสูงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจนทำให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงผลิตภาพได้อย่างต่อเนื่องเกิดสินค้าใหม่และซัพพลายเออร์ทำให้ธุรกิจมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นได้
(2) ขณะเดียวกันอัตราการเติบโตของซัพพลายเออร์ได้เติบโตรวดเร็วกว่าลูกค้า
หมายความว่าด้านค้าปลีกเติบโตร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ลูกค้าเท่าเดิมหรือโตประมาณ 2% ทางรอดจึงต้องมองที่ BOS
(3) สินค้ามีลักษณะเหมือนกันมากขึ้นๆ จนกลายเป็นสินค้าแบบพืชผลไม้หรือ
ซื้อมาขายไป ดังนั้นจึงมีความจำเป็นสูงมาก
(4) ทะเลลึกสีแดงได้กลายเป็นเวทีการต่อสู้อย่างเลือดสาด ผู้บริหารที่ดูแล
แบรนด์ผู้นำตลาดจะต้องเริ่มสนใจที่จะหาทะเลลึกสีน้ำเงินมากกว่าที่จะคิดแต่เพียงติดอยู่กับความคุ้นเคย
ดังนั้นการใช้กลยุทธทะเลลึกสีน้ำเงิน เช่น การวางPosition ของสินค้าใหม่ การสร้างความแตกต่างจนไม่มีใครเปรียบเทียบได้ ซึ่งจะทำให้คู่แข่งไร้ความหมายได้ เป็นต้น

“การสร้างคุณค่าใหม่ให้ลูกค้า ซึ่งหาไม่ได้จากสินค้าอื่นและไม่เคยให้
มาก่อน หรือลูกค้าเคยได้อะไรมาก่อนแล้วอยากได้แต่ไม่มีใครให้”
กลยุทธทะเลลึกสีน้ำเงิน
Blue Ocean Strategy

สูตรลับการตลาดใน Blue Ocean

ในการใช้กลยุทธ Blue Ocean กับการตลาดสามารถถือเป็น “Marketing Secrets” หรือสูตรลับทางการตลาดได้โดย
(1) การสร้างขอบเขตใหม่ให้อุตสาหกรรม อาทิ
- การให้คุณค่าใหม่ๆ เพิ่มเติมมากขึ้น โดยการมองอุตสาหกรรมให้กว้างที่สุดว่าจะสามารถให้บริการอะไรกับลูกค้าได้
- ลองทำกลยุทธที่แตกต่างไปจากอุตสาหกรรมเดิม เช่น บ้านสร้างเสร็จแล้วขาย ขายรถโดยจัดให้ผ่อนก่อนและดาวน์งวดสุดท้ายโดยเขียนเช็คให้ไว้ล่วงหน้า
- การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายในโซ่คุณค่าของผู้ซื้อแล้วนำไปสู่ Blue Ocean โดยหาให้ได้ว่าในความเป็นจริงแล้วใครเป็นผู้ที่มีอำนาจโดยตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ
- การขายสินค้าเสริม คนอื่นขายสินค้าตัวนั้นไม่ขายสินค้าเสริมทำให้ผู้ซื้อต้องตามซื้อกับคนอื่น เราเข้าไปในจุดนี้ให้ได้ โดยพิจารณาช่วงเวลา เช่น ก่อซื้อ-ขณะซื้อ-หลังใช้สินค้า เราเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรได้บ้าง
- สินค้าเชิงหน้าที่ใช้สอย” เราขาย “อารมณ์” หรือ “ความรู้สึก” ได้ไหมหรือในทางกลับกัน เช่น เสื้อผ้าบอกว่าวัสดุ “นาโน” ทำให้ใส่สบายอย่างไร
- มีวิสัยทัศน์ในการออกสินค้าได้เร็ว มองข้ามเวลา เช่น เทรนด์มาแน่นอนต้องตัดสินใจได้ไม่ลังเล อย่างกรณีของค่ายเนชั่นที่ปรับสื่อทั้งหมดเป็นรูปออนไลน์โดยให้ผู้บริโภคเป็นคนสร้างเนื้อหาแล้วปรับเวบไซท์ให้เป็น “Blog” (Webblog) ทำให้เกิด Blogger เป็นจำนวนมากที่เข้ามาสร้างข่าว-บทความ-รายงานเหตุการณ์ ฯลฯ
สรุปสุดท้ายหาพื้นที่ว่างใหม่ทางการตลาด จะมีตัวอย่างตามที่กล่าวมา เช่น มองข้ามอุตสาหกรรม มองข้ามกลยุทธภายในอุตสาหกรรม นิยามกลุ่มผู้ซื้อใหม่ในอุตสาหกรรม หาสินค้าเสริมมาขายใส่อารมณ์ในหน้าที่การใช้สอยและดูแนวโน้มหรือเทรนด์ในอนาคตซึ่งเราสามารถทายได้ก่อน
(2) อย่าดูตัวเลข แต่ให้ดูภาพใหญ่
นักการตลาดจะต้องหัดสังเกตเห็นสิ่งที่ปรากฏในสายตาของเรา สิ่งที่เปลี่ยนในภาพใหญ่คือที่มาของ Blue Ocean
- ดูเรากับคู่แข่งขัน เราควรเปลี่ยนกลยุทธของเราอย่างไร โดยการพิจารณาส่วนของกลยุทธที่สำคัญๆ ระหว่างเรากับคู่แข่งและสร้างกลยุทธในช่องว่างดังกล่าว
- ภาพใหญ่ เช่น กิจกรรม-ความสนใจ-ความคิดเห็นเปลี่ยนไหม ในประเทศไทยพฤติกรรมคนไทยแต่งงานช้า คอนโดมิเนียมขนาดเล็กน่าจะขายได้ คนไทยห่วงใยและสนใจสุขภาพมากขึ้น มีการเข้าศูนย์ Fitness Yoga ดังนั้นการสูญเสียเกลือแร่ เราสามารถมีสินค้าน้ำเกลือแร่ ผงเกลือแร่ผสมน้ำเข้าไปช่วยเสริมได้
- อะไรที่ควรจะนำมาวางเป็นกลยุทธ ซึ่งจะอยู่ที่การรู้จักผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เช่น ลูกค้าคู่แข่งคิดอย่างไรกับสินค้าเรา ลูกค้าที่ไม่ใช้วันหน้าคิดอย่างไร
- ข้อมูลจากการวิจัยสามารถนำมาปรับกลยุทธในอนาคตให้สมบูรณ์ที่สุดได้
- ต้องให้ความสำคัญในการสื่อสารเพื่อสร้างความต้องการซื้อ จะถือได้ว่าเราได้ออกจากทะเลแดงแล้วจริงหรือไม่
(3) ไปในสิ่งที่คนไม่คิดหรือไม่นึกว่าต้องการ
กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้านั้นมีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกันคือ
- กลุ่มแรกเป็นลูกค้าที่ไม่เคยใช้แต่รอที่จะใช้อยู่นานแล้ว เห็นด้วยแต่ยังไม่ใช้ รอมีเงิน อายุยังไม่ถึงที่กำหนด เป็นคนที่ใช้สินค้าอื่นอยู่แต่ไม่ปลื้ม
- กลุ่มสอง ไม่รับสินค้าตลาดนั้น หรือต่อต้านสินค้าไม่ใช่เพราะแพงแต่ไม่ยอมรับสินค้าประเภทนั้น คนทำธุรกิจไม่ได้ใส่ใจที่จะแก้ปัญหาให้ลูกค้ากลุ่มนั้น เช่น ธุรกิจสุรา บุหรี่
- กลุ่มสาม ที่ไม่เป็นลูกค้าเพราะไม่เคย เรารู้จักลูกค้ากลุ่มนั้นแต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นลูกค้า เช่น MBA-KU ที่เห็นลูกค้ากลุ่มกองทัพโดยที่มหา’ลัยอื่นไม่ได้สนใจ
(4) หลังจากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินกลยุทธ หากองค์กรมีระบบการจัดการกลยุทธด้วย Balanced Scorecard (BSC) และวัดความสำเร็จของกลยุทธด้วย KPIs (Key Per-formance Indicators)

การใช้กลยุทธทะเลลึกสีน้ำเงินสำหรับธุรกิจก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไร หรือหากท่านผู้บริหารยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องนี้เข้าไปที่ http://strategicblueocean.blogspot.com สามารถอ่านข้อเขียนเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ BSC & KPIs และ BOS ได้ฟรีครับ

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

Leave a Comment

Blue Ocean Strategy : สุดยอดแหล่งความรู้กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน

ฟรี ฟรี ฟรี !!!!!!!!! Inside

เวบไซท์ด้านการจัดการกลยุทธ โดย ดร.ดนัย เทียนพุฒ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี เอ็น ที คอนซัลแตนท์ จำกัด ( โทร 029395643 , 029301133 ) มีทั้ง BOS : Blue Ocean Strategy , Balanced Scorecard & KPIs (Key Performance Indicators) , Strategic Planning & Innovation , HR & Human scorecard , Competency -based Management ฯลฯ

เวบไซท์หลัก http://www.dntnet.com
สนใจอ่านบทความ Blue Ocean Strategy หรือ ทะเลสีน้ำเงิน ได้ที่

Blue Ocean Strategy : ไปลงทะเลกันดีกว่า
ประเทศไทยเป็นอะไรที่อาจจะแปลกหรือไม่แตกต่างไปจากผู้ที่อยากเห็นหรือทำตามชาวโลกที่เขานิยมแฟชั่นอะไร ซึ่งในบางครั้งด้วยภูมิทัศน์ของประเทศหรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจการแข่งขันอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังนั้นสิ่งที่เป็นกระแสทางความคิดใหม่ๆ ซึ่งเราไม่เชี่ยวชาญพอ ทำให้เราไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จในการใช้เพื่อการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพได้
http://www.oknation.net/blog/DNT/2007/03/25/entry-2/comment#post

Blue Ocean ขับเคลื่อนกลยุทธได้อย่างไร

คำว่า Blue Ocean ดูท่าว่าจะฮิตติดตลาดเมืองไทยไปอีกนานพอควร เพราะไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือเวทีสัมมนา แม้กระทั่งวงกาแฟทางธุรกิจต่างก็พูดกันถึง Blue Ocean Strategy (BOS) ขณะที่ในข้อเท็จจริงแล้ว บางอย่างก็ใช่ บางอย่างก็ไม่ใช่ แต่ในเชิงกำลังใจ อาจจะเป็นสิ่งที่ดีครับ!

- หลายธุรกิจมีความสนใจที่จะได้ศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

- กลยุทธแต่เดิมที่ศึกษากันมา 50-60 ปี บางทีอาจจะไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจและ….

http://www.oknation.net/blog/DNT/category/Scorecard

เวบไซท์ ของผู้แต่งหนังสือ Blue Ocean Strategy โดย Kim & Mauborgne, ซึ่งมีข้อมูลทั้งด้านหนังสือ บทความ และ Case Study จำนวนมากที่จัดทำ กลยุทธทะเลสีน้ำเงินจนประสบความสำเร็จ

เวบไซท์หลัก : http://www.blueoceanstrategy.com/index.html
Presentation of BOS by Kim & Mauborgne http://www.blueoceanstrategy.com/downloads/bos_web.pdf

สามารถหาความหมายของ Blue Ocean Strategy ได้ที่ Wikipedia : The Free Encyclopedia

http://en.wikipedia.org/wiki/Blue_Ocean_Strategy
Blue Ocean Strategy[1] is a business book written by Professors W. Chan Kim and Renée Mauborgne, from the INSEAD business school. The book offers retrospective examples of how successful businesses captured uncontested market space, and thereby made competition irrelevant. This was formerly described as “Value Innovation,” in 5 articles for the Harvard Business Review by Kim & Maubourgne before they released the book in 2005.

สำหรับเวบไซท์แห่งนี้เ 12manage เป็นศูนย์รวมความรู้ด้าน กลยุทธ การจัดการธุรกิจ การบริหารคน และ ที่นำมาเป็นตัวอย่างคือ กลยุทธทะเลสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy

http://www.12manage.com/methods_kim_blue_ocean_strategy.html

หากท่านใดสนใจที่อยากได้ ต้นฉบับ ออนไลน์ ของBlue Ocean Strategy สามารถซื้อได้ที่ เวบไซท์ของ Harvard Business Online

รวมสุดยอดข้อเขียนของ Kim ผุ้แต่ง Blue Ocean Strategy ในวารสารชั้นนำระดับโลก และ Teaching notes

เวบไซท์รวมข้อเขียนของ Kim http://www.insead.edu/kim/RecentPublications.htm
“Blue Ocean Strategy: from Theory to Practice”

The market universe is composed of two types of oceans: red oceans and blue oceans. Red oceans are all the industries in existence today; they are increasingly characterized by bloody competition. Blue oceans are all the industries not in existence today; they are untouched and uncontested. For the past twenty-five years the field of strategy has focused principally on how to compete in red oceans. Taking market structure as given, strategy has focused on how to build competitive advantages to outpace the competition within existing market boundaries. While important, the strategy field has largely overlooked the other, and we would argue more lucrative, half of the market universe — and that is how to create blue oceans of uncontested market space. With supply exceeding demand in more and more industries, competing for share in overcrowded markets increasingly results in dwindling profit and growth opportunities. To prosper in the future, companies need to go beyond competing; they need to create blue oceans. The issue is how to succeed. In an attempt to make the formulation of blue ocean strategy as systematic and actionable as competing in the red oceans of existing market space, we have spent more than a decade studying over 150 blue ocean creations in over 30 industries spanning more than 100 years from 1880 to 2000. In this process, we developed practical methodologies in the quest of blue oceans. We then applied and tested these tools and frameworks in action by working with companies in their pursuit of blue oceans, enriching and refining them in the process. This article articulates how the field of strategy can move from theory to practise in creating blue oceans through the purposeful application of these analytic tools and framework.

“Blue Ocean Strategy”
“Value Innovation: The Strategic Logic of High Growth”

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Leave a Comment

Blue Ocean ขับเคลื่อนกลยุทธได้อย่างไร

คำว่า Blue Ocean ดูท่าว่าจะฮิตติดตลาดเมืองไทยไปอีกนานพอควร เพราะไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือเวทีสัมมนา แม้กระทั่งวงกาแฟทางธุรกิจต่างก็พูดกันถึง Blue Ocean Strategy (BOS)
ขณะที่ในข้อเท็จจริงแล้ว บางอย่างก็ใช่ บางอย่างก็ไม่ใช่ แต่ในเชิงกำลังใจ อาจจะเป็นสิ่งที่ดีครับ!
- หลายธุรกิจมีความสนใจที่จะได้ศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- กลยุทธแต่เดิมที่ศึกษากันมา 50-60 ปี บางทีอาจจะไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- อาจจะเป็นกุญแจไขสูตรลับทางการตลาดเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในทะเลสีน้ำเงิน

Blue Ocean Strategy (BOS)
อาจให้ความหมายในภาษาไทยได้ว่า เป็นการวางกลยุทธเพื่อเข้าไปยังดินแดนที่ไม่มีคู่แข่งขันในลักษณะฟัดกันอย่างเลือดสาด (ดังเช่นในทะเลสีเลือด (Red Ocean))

การขับเคลื่อนกลยุทธด้วย BOS นั้นจะมีแนวทางดังต่อไปนี้

ประการแรก นวัตกรรมเชิงคุณค่า
สิ่งสำคัญในกลยุทธ BOS จะต้องเป็นการสร้างคุณค่าใหม่หรือนวัตกรรมเชิงคุณค่าให้กับลูกค้า โดยที่ลูกค้าไม่อาจสามารถหาได้จากสินค้าอื่นมาก่อน อาทิ
- การหาพื้นที่ว่างของตลาดใหม่เนื่องจากอยู่ในไลน์สินค้าเดียวกันแล้วจะเปรียบ
เทียบ เช่น Hot Pot ซึ่งเป็นสุกี้บวกอาหารญี่ปุ่น ถ้าตั้งชื่อเป็นสุกี้จะไม่สามารถเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าที่มีร้าน MK สุกี้ตั้งอยู่ได้ แต่เปลี่ยนชื่อใหม่จากสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทำให้เข้าสู่พื้นที่ว่างของตลาดใหม่ได้และกำลังฮิตติดตลาดในขณะนี้
- นักการตลาดหรือผู้บริหารธุรกิจต้องเชื่อใน วงจรชีวิตธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ใน
ปัจจุบันนี้สั้นกว่าแต่ก่อนเพราะมิฉะนั้นจะไม่มีความคิดที่จะหานวัตกรรมอยู่เรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากธุรกิจแฟลซเมมอรี่ที่ San Disk Corporation ได้พัฒนาระบบบันทึกข้อมูลหรือการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้ราคาจะลดลง 40-50% อย่างต่อเนื่องเมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา ทำให้บริษัทฯ เห็นโอกาสที่จะเข้าไปสู่ตลาด MP3 เพราะความต้องการความจุในการบันทึกเพลงและสวย พกพาได้ง่าย
สรุปแล้ว BOS เป็นกลยุทธที่ต้องการองค์กรและคนในองค์กรซึ่งมีวัฒนธรรมของนวัตกรรม (Innovation Culture)

ประการต่อมา 6 หลักการสำคัญของ BOS
กลยุทธทะเลสีน้ำเงินหรือ BOS นั้นจะมี 6 หลักการที่สำคัญแสดงได้ดังผังต่อไปนี้

โดยที่ 6 หลักการของกลยุทธ BOS นี้จะช่วยสร้างให้ทุกคนมีความเชื่อในและมุ่งมั่นผูกพันอย่างลึกซึ้งในความรับผิดชอบและเกิดแรงบันดาลใจที่จะอาสาสมัครช่วยองค์กร ทั้งนี้บริษัทจำเป็นต้องสร้างการปฏิบัติการด้านกลยุทธตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น
ดังนั้น กรอบแนวคิดใน 4 อย่างของการดำเนินการต่อไปนี้จะทำให้ BOS ขับเคลื่อนได้ดียิ่งขึ้นคือ
(1) ลดปัจจัยบางปัจจัยลง โดยเฉพาะปัจจัยที่ไม่สำคัญเท่าไหร่นัก โดยพิจารณาว่ามีปัจจัยอะไรที่คนอื่นไม่ให้กับลูกค้าแต่เราให้ได้ หรือมีอะไรที่ต่ำกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมที่เราอยากทำให้สูงขึ้น
(2) สร้าง มีปัจจัยอะไรที่ควรสร้าง โดยที่ยังไม่มีใครทำในอุตสาหกรรม
(3) ยกขึ้น มีปัจจัยอะไรที่สามารถทำให้เหนือกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมที่สูงอยู่แล้ว
และ (4) ตัดออก มีปัจจัยอะไรที่ไม่ดีในอุตสาหกรรมให้เราตัดออกไป

ซึ่งสรุปเป็นกรอบแนวคิดของการดำเนินการได้ดังภาพ

ประการที่สาม ลำดับขั้นตอนในการจัดทำ BOS
ความสำคัญของการจัดทำกลยุทธทะเลสีน้ำเงินอยู่ที่บริษัทสามารถสร้าง BOS ให้เป็นลำดับขั้นตอนจากอรรถประโยชน์ของผู้ซื้อ ราคา ต้นทุนและการปรับให้เหมาะ ซึ่ง Kim และ Mauborgne (2005) ใช้ลำดับขั้นตอนต่อไปนี้อธิบายถึงขั้นตอนในการจัดทำ BOS ดังนี้

ภาพ: ลำดับขั้นตอนในการจัดทำ BOS

จากภาพใน 2 ขั้นตอนแรกเป็นการพิจารณาด้านโมเดลธุรกิจของบริษัทที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ท่านได้สร้างการก้าวกระโดดในมูลค่าสุทธิของผู้ซื้อ โดยที่มูลค่าสุทธิของผู้ซื้อเท่ากับอรรถประโยชน์ของผู้ซื้อที่ได้รับหักออกจากราคาที่เขาจะจ่าย อีกทั้งในด้านต้นทุนท่านต้องมั่นใจว่าท่านสามารถผลิตได้ในราคาที่แข่งขันได้และในขั้นตอนสุดท้ายเป็นการปรับให้เหมาะสมโดยเฉพาะการเผชิญกับอุปสรรคในองค์กร
สรุปแล้ว ลำดับขั้นตอนในการจัดทำ BOS นี้เป็นการรวมเข้ามาด้วยกันของอรรถประโยชน์ที่คาดหวัง กลยุทธด้านราคาและเป้าหมายด้านต้นทุนที่จะทำให้บริษัทบรรลุถึงนวัตกรรมเชิงมูลค่า ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดในคุณค่าทั้งด้านผู้ซื้อและบริษัท

ประการสุดท้าย สิ่งสำคัญในการใช้ BOS ขับเคลื่อนกลยุทธธุรกิจ

ขอให้ผู้บริหารธุรกิจพึงระมัดระวังและนึกถึง 2 สิ่งต่อไปนี้อยู่ตลอดเวลา
- กลยุทธ BOS นั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดพื้นที่ใหม่ทางการตลาดได้อย่างถาวรตลอดไป เพราะเมื่อใดที่มีคนอื่นๆ เข้ามาในทะเลสีน้ำเงิน (Blue Ocean) ทะเลสีน้ำเงินนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทะเลสีเลือด (Red Ocean) และแข่งขันกันอย่างรุนแรงในตลาด
- กลยุทธ BOS ต้องการนวัตกรรมเชิงมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นธุรกิจต้องหาทางสร้าง “โซ่คุณค่าของนวัตกรรม” (Innovation Value Chain)” ที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่ไปอบรมความคิดสร้างสรรค์หรือลงทุนนำ R&D เข้ามาใช้แล้วจะสามารถเกิดนวัตกรรมใหม่ได้ในตลอดโซ่คุณค่า

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

Leave a Comment

การจัดการดุษฎีบัณฑิต : Blue Ocean ของ ม.ราชภัฏสวนดุสิต

มหา’ลัยในบ้านเรามีแนวโน้มที่ขยายตัวและเปิดกว้างมากกว่าในยุคก่อนๆ ขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกให้กับสังคมมากขึ้น หรือคนในสังคมมีทางเลือกในด้านการแสวงหาความรู้ได้ดีกว่าในอดีตที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

นิวส์วีค ฉบับ 21 สิงหาคม 2006 ได้เสนอ 10 อันดับมหาวิทยาลัยโลก ซึ่งหากเรียงกันแล้วจะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเสียเกือบหมดคือ

อันดับที่ 1 Harvard อันดับที่ 2 Stanford อันดับที่ 3 Yale อันดับที่ 4 California Institute of Technology อันดับที่ 5 University of California, Berkeley อันดับที่ 6 University of Cambridge อันดับที่ 7 Massachusetts Institute of Technology อันดับที่ 8 University of Oxford อันดับที่ 9 University of California, San Francisco และอันดับที่ 10 Columbia University

ขณะเดียวกันในอีก 40 มหาวิทยาลัยระดับท็อปนั้นที่ผมสนใจคือ มีมหาวิทยาลัยจากเอเชีย 3 มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกคือ University of Tokyo, Kyoto University (Japan) และ National University of Singapore

บ้านเราคงไม่ต้องพูดให้แสลงใจล่ะครับ! ทั้งมหาวิทยาลัยดั้งเดิม และมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ยังเดินมาไม่ถึงจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลหลายๆ ประการ

สิ่งหนึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญจากระบบการตรวจสอบและเน้นการรายงานเชิงเอกสาร จากฝ่ายนโยบายที่ฉุดรั้งพัฒนาการของบรรดามหาวิทยาลัยไทยทั้งหลาย

Blue Ocean ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว มีลูกศิษย์จากโครงการ MBA ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ผู้เขียนสอนอยู่ท่านหนึ่ง ให้ผู้เขียนช่วยรับรองคุณสมบัติเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกทางด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดแวบหนึ่งว่า เออ!น่าสนใจ

ผู้เขียนได้ติดต่อไปทางโครงการปริญญาเอกที่บัณฑิตวิทยาลัย พบว่า “โครงการปริญญาเอก หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิตสาขาการจัดการธุรกิจ” ของที่นี่น่าสนใจทีเดียว เพราะ

1.ผู้อำนวยการโครงการคือ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เชี่ยวชาญทางกลยุทธ์และการตลาดในระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของหลักสูตรที่ประกันอะไรหลายๆ อย่างในด้านการเรียนการสอนตามทัศนะของผู้เขียน

2.หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิตนี้ เป็นอะไรที่คิดแตกต่างไปจากหลักสูตรปริญญาเอกที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในท้องตลาด อาทิเช่น

เป็น Doctor of Management หมายความว่า เน้นหนักในด้านการนำไปปฏิบัติ (Practical) มากกว่าเรียนแบบนักวิชาการ (Academic)

เงื่อนไขหลายๆ อย่างเช่น การเรียนเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ การศึกษาดูงานและเข้าหลักสูตรทางกลยุทธ์และการตลาดที่มหาวิทยาลัย Berkeley

รวมทั้งวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการโครงการ ที่ต้องการสร้างปริญญาเอกของไทยให้มากกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย

เหล่านี้เป็นประเด็นที่สร้างเสน่ห์ให้หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต แตกต่างและถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาและต่อยอดความรู้ในระดับการศึกษาขั้นสูงสุด

ทำไมผู้เขียนถึงบอกว่า “หลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต” ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็น “Blue Ocean” ทางการศึกษา

ด้วยแนวคิดของ Kim และ Mauborgne (2004) ที่เสนอในเรื่อง Blue Ocean Strategy ในตลาดที่ไม่มีการแข่งขันหรือพื้นที่ว่างทางการตลาดใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างอุปสงค์ขึ้นมาเป็นโอกาสทางการตลาด

ประการแรก หลักสูตรปริญญาเอกในตลาดการศึกษาหรือธุรกิจการศึกษาบ้านเรา จะมีลักษณะที่เรียกว่า Red Ocean ทั้งนี้ก็เพราะว่า

- เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงกลุ่มลูกค้าที่จบปริญญาโท ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นในบ้านเรา และมีข้อจำกัดในการที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศไม่ว่าจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตาม

- จำนวนผู้เข้าเรียนต่อหลักสูตรจะรับประมาณ 10-15 คน หรืออย่างใจถึงๆ หน่อยก็ 20-30 คน แต่ไม่มีใครกล้ารับเป็น 100 คนขึ้นไป

- อาจารย์ผู้สอนมักจะเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูง ดังนั้นจึงตั้งมาตรฐานตามที่ตนเองมีประสบการณ์มา ซึ่งไม่เข้าใจถึงสภาพธุรกิจ สังคมและการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์ว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร เช่น

“ในรุ่นๆ หนึ่งมีนักศึกษาจบได้ 2-3 คน ก็ถือว่ามากแล้ว”

ประการที่สำคัญ การศึกษาในระดับปริญญาเอก ต้องทำการวิจัยหรือ Dissertation ซึ่งถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ลักษณะดังกล่าวจะพบว่า

- นักศึกษามักจะถูกคาดหวังให้ทำวิจัยในลักษณะเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และใช้สถิติแพรวพราว รวมทั้งมิติของผู้ดูแลดุษฎีนิพนธ์ก็มักจะไม่ค่อยมองลักษณะของวิธีการวิจัยผสม (Mixed Research)

- การมุ่งวิจัยเชิงลึกเพื่อเน้นการตรวจสอบทฤษฎีหรือหลักการจึงเป็นข้อจำกัด ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ในบริบทของสังคมไทย

- อิจฉามาร์เก็ตติ้งที่สูงมากในระบบการศึกษาไทย คือจะมีนักศึกษาที่โดดเด่นหรือเก่งกว่าอาจารย์ในโครงการไม่ได้ ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่เปิดระดับปริญญาเอกมา 4-5 ปีแล้วมีนักศึกษาจบยังไม่ถึง 10 คน !

และที่เน้นเฉพาะทำวิจัยอย่างเดียว โอกาสจบแทบจะมองไม่เห็น เพราะมี Requirement ของหลักสูตรเพิ่มเข้ามา ซึ่งทำให้นักศึกษาต้องแพ้ภัยตัวเองในที่สุด

ประการสุดท้าย ด้วยวิสัยทัศน์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผู้อำนวยการโครงการ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการดุษฎีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยกล้าทำเพื่อเป็นการสร้างความท้าทายใหม่ที่แหวกประเพณีและหลุดไปจากวังวนของระบบการศึกษาไทย ถือว่าหลักสูตรนี้เป็น “Blue Ocean ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต” ที่จะสร้างดุษฎีบัณฑิตให้สามารถออกไปยืนแถวหน้าในระดับประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เพราะที่แหล่งนี้มีความเป็นครูสูง ขอบข่ายความรู้เป็นการนำไปสู่ภาคปฏิบัติของธุรกิจ มีการสร้างแนวทางให้นักศึกษาที่มีขีดความสามารถและให้โอกาสที่จะก้าวสู่เส้นทางสานฝันได้อย่างเพียบพร้อม

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

Comments (2)

Older Posts »