Archive for X-treme Marketing

Blog Marketing

                        “Blog” หรือ “Weblog” ในปัจจุบันนี้คงเป็นสิ่งที่รู้จักกันเป็นอย่างดี  ใครไม่มีบล็อกของตนเองในโลกไซเบอร์ดูออกจะล้าสมัยยังไงยังงั้น!

                        ผู้เขียนเองเริ่มใช้ Blog ครั้งแรกของ Blogger ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 1999 ที่ Pyra Labs ซานฟรานซิสโก (ในปี 2002 ถูก Google ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว)เมื่อเข้าไปใช้งานช่วงแรกๆ ทำเป็นภาษาอังกฤษ  ผู้ที่จะสนใจเข้าไปอ่านเสนอความเห็นในบ้านเราไม่ค่อยสนใจนัก  หลังจากนั้นจึงมาใช้อย่างเต็มที่ ที่ Bloggang ของพันธุ์ทิพย์โดยลิงค์กับเวบไซท์หลักของ DNT Consultants (www.dnenet.com) ปรากฏว่าเป็นที่สนใจและมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก  ปัจจุบันก็ยังมีผู้อ่านและสอบถามในหลายๆ เรื่องทั้งธุรกิจ กลยุทธ การตลาด HR ถามปัญหาหัวใจในการเรียนจะทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ดี!  ล่าสุดผู้เขียนย้ายไปเป็น Blogger ที่ http://biz2all.blogspot.com

Blog Marketing !!!

                       หลายๆ คนมักจะถามว่า Blog คืออะไร  สรุปง่ายๆ บางคนบอกว่าเป็นไดอารี่ส่วนตัว นสพ.ที่ผู้อ่านสร้างข่าวเอง บางคนบอกว่าเป็นสถานที่ๆ อยากจะบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นเรา  หรือเป็นชุมชนที่ชอบเหมือนกัน  ถ้าพูดตามภาษานักวิชาการจะบอกว่า     

                   “Blogs are the best next things to going doot-to door to each of your customers’ home or offices”                

                Wright, J. (2006); Blog Marketing) บอกว่า  การตลาดด้วยบล็อกเป็นการสร้างและรักษาสัมพันธภาพอย่างยั่งยืนกับคนที่แท้จริง    เป็นการพัฒนากลยุทธในการทำ Blog  การนำบล็อกเผยแพร่เข้าสู่โลกไซเบอร์ (ตลาด)  และวิธีการที่จะมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมและการทำ Blog                  

              ประเด็นแรก  การทำ Blog นั้นจะเกี่ยวกับสิ่งจริงๆ จังๆ ใน 3 สิ่งต่อไปนี้

 

สารสนเทศ (Information) ความสัมพันธ์ (Relationships) การจัดการความรู้ (KM)
       บอก   ให้ลูกค้าของเรารู้ว่าเราทำอะไรบ้าง  และค้นหาว่าอะไรที่เรากำลังคิดอยู่      สร้าง     พื้นฐานประสบ-การณ์ทางบวกที่แข็งแกร่งกับลูกค้าว่า  เราได้เปลี่ยนลูกค้าจากทั่วๆไป/ลูกค้าเก่าไปเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับบริษัทและผลิตภัณฑ์      เป็น   สโตร์ด้านความรู้ภายในบริษัทที่จะมอบให้กับคนที่ต้องการได้ถูกคนถูกเวลา

 

blog1.jpg

 

 ประเด็นต่อมา     Blog เป็นสิ่งที่เปิดกว้างสู่ทุกคน   

                  เนื่องจาก Blog อยู่ในโลกออนไลน์ 24 ชั่วโมงทำให้ใครก็สามารถเข้ามาอ่านมาแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและแตกต่างไปจากเวบไซท์ที่ดูจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว หรือเวบ-บอร์ดที่นิ่งเกินไป                                 

                              Blog….จึงพร้อมที่จะปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าทุกคน     

                      Blog….ช่วยให้ลูกค้าได้ยินสิ่งที่อยู่ในใจธุรกิจ    

                       Blog….สร้างพื้นที่ว่างสำหรับลูกค้าเพื่อบอกเล่าว่าอะไรที่เขาคิดจริงๆ เกี่ยวกับเรา

                ประเด็นที่สาม  Blog กับธุรกิจ     เมื่อผู้บริหาร พนักงานและทุกคนในธุรกิจใช้  Blog จะพบว่า                     

                 Blog….ช่วยลดจำนวนอีเมล์ที่มากเกินไป    

                 Blog….อำนวยการด้านกระบวนการระดมสมองเพื่อสร้างความคิดใหม่ที่รวดเร็ว                              กว่าเดิม                                                        

                      Blog….ทำให้งานจัดการโครงการที่หลากหลายง่ายขึ้น      

                Blog  สามารถช่วยปฏิวัติการทำธุรกิจ โดยการเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่มีผลต่อธุรกิจ  สร้างธุรกิจ  ทรานสฟอร์มวิธีทำมีเดียหลักให้มองหลักมาที่ตัวเองและเปิดกว้างสู่ลูกค้าถึงประตูบ้านหรือที่ทำงาน 

blog2.jpg

 ประเด็นที่สี่  หน้าที่ของ Blogger  

                      ในการทำ Blog (Blogging)  คนสำคัญที่สุดคือ Blogger ในทัศนะของผู้เขียนมองว่า            Blogger จะมีบทบาทใน 3 อย่างด้วยกันดังนี้             

                   อย่างแรก  เปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกค้า  สิ่งนี้เป็นระดับความคิด (Thoughs) เพราะมีเดียแบบเดิมๆ มีราคาและค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปแต่ไม่สามารถบอกผลลัพธ์ได้อย่างทันที  ดังนั้น Blog สามารถที่จะสื่อสารความคิดจาก Blogger ไปยังลูกค้าหรือ Blog Reader ที่เป็นลักษณะมีชีวิต  ตื่นเต้น สนุกสนานและมีปฏิสัมพันธ์อย่างทันที ต่อเนื่อง

            อย่างที่สอง  สร้างประสบการณ์ (Experience) ให้กับลูกค้า หมายความว่า Blogger ได้ยกระดับการมองเห็นเกี่ยวกับธุรกิจให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่ธุรกิจได้คิดไว้  ทำอยู่และกำลังจะทำอะไรเพื่อลูกค้าจะได้ร่วมสร้างประสบการณ์หรือขอให้ธุรกิจนำประสบการณ์นั้นมาสู่ลูกค้า      

                  อย่างสุดท้าย  การให้สารสนเทศ (Information) ทั้งการเป็นข้อมูลย้อนกลับโดยตรงจากลูกค้าและการทรานสฟอร์มวิธีที่บริษัททำธุรกิจอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า

                        สรุปแล้วการทำ Blog Marketing  เป็นสิ่งที่นักการตลาดพยายามปรับ Blog เพื่อสังคม (Social Blog) กับ Corporate Blog ให้เป็น Commercial Blog ในที่สุดนั่นเอง!

 Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNTConsultants Co.,Ltd.

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com
      5. THAI MBA School : http://newthaimba.blogspot.com
      6. X-Treme Marketing : http://y5marketing.wordpress.com
      7. The Travel : http://oktravels.blogspot.com
      8. THAILAND in Sociceconomic World : http://onthailand.blogspot.com

Comments

วงล้อค้าปลีกไทยภิวัตน์

ความสนใจของธุรกิจไทยดูจะเป็นกระแสยังไงอย่างนั้น สำหรับธุรกิจหนึ่งที่เป็นพื้นฐานการค้าขายมาตั้งแต่เริ่มต้นของคนในโลกหรือโดยเฉพาะในประเทศไทย คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวว่า “เริ่มต้นมาจากตลาดสด” หรือ “การค้าขายระหว่างครัวเรือน”

……..นับแต่อดีตกาลในสมัยสุโขทัย จะเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยน
วัตถุสิ่งของหรือสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีพของคนในสังคมหรือระหว่างครัวเรือน
ดังความในศิลาจารึก ที่ว่า
“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมือง
บ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจัก
ใคร่ค้าม้าค้า เงือนค้า ค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส”….
(อ้างจาก กรมศิลปากร, จารึกสุโขทัย (ม.ป.ท.;2525) ใน จิราธิวัฒน์ สัมฤทธิ์,2535

ดังนั้นการค้าปลีกไทยถ้าจะว่ากันจริงๆ ต้องบอกว่าเริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย สืบทอดผ่านสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่สุดโดยในรัชสมัยรัชการที่ 4 ปี 2398 ที่ไทยทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ การค้าขายโดยระบบผูกขาดจากพระคลังสินค้าได้ยกเลิกโดยสิ้นเชิง การค้าขายของไทยเปิดเสรีภาพ การค้าปลีกของชาวจีนตั้งแต่ในอดีตเริ่มขยายตัวเป็นธุรกิจการค้าใหญ่ขึ้น มีการสั่งสินค้า ส่งออก ห้างดังๆ ในสมัยนั้น เช่น ห้างดีเชียงแอนด์ซัน ห้างฮุนซุยโห และย่งหลีเส็ง ส่วนการค้าโดยคนไทย เช่น ห้างสิทธิพันธ์ ถนนเฟื่องนคร ห้างสันตโภชน์ หรือวิวัฒน์จ้นทร์ดิสเปนซารี่
การค้าของชาติตะวันตกได้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้เช่นกันคือ บริษัทอีสเอเชียติ๊ก ห้างบอร์เนียว ฯลฯ
สรุปแล้ว คนไทยเราอยู่กับธุรกิจการค้าหรือจะเรียกว่า ธุรกิจค้าปลีกระหว่างค้าปลีกชาวจีน ค้าปลีกชาวไทยและค้าปลีกชาติตะวันตก กันมานมนานแล้ว

โชวห่วยไทยจะมีพื้นที่ยืนในประเทศไหม?

ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมานี้เราได้ยินกระแสรุนแรงของค้าปลีกข้ามชาติ เช่น TescoLotus, Carrefour, BigC และ Makro รุกกระหน่ำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นถอยร่นจนมิอาจจะสู้รบปรบมือได้ แต่ถ้าถามกันจริงๆ ว่าใครเป็นคนนำธุรกิจค้าปลีกเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยจนโชวห่วยล้มหายตายจากไปทุกวันๆ อืม!! ธุรกิจค้าปลีกไทยนั่นเอง
ยิ่งในรัฐบาลขิงแก่ชราภาพนี้เราเห็นสองกระแสหลักเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกไทยคือ
กระแสแรก พ.ร.บ.ค้าปลีก ที่เป็นการผลักดันของรัฐบาล ซึ่งจะว่าไปแล้วรัฐบาลขิงแก่ก็ออกแรงตัวโก่ง ทั้งๆ ที่เหลืออายุไม่กี่เดือนเพื่อปกป้องวิสาหกิจชุมชน (น่าจะเป็นหลักใหญ่)และ ได้ส่งเข้าสนช.ไปเรียบร้อย เพื่อปกป้องซัพพลายเออร์ยักษ์ใกญ่บางรายที่ไม่สามารถมีช่องทางจำหน่ายในธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม และโมเดิร์นเทรดได้สะดวกเหมือนแต่ก่อน (เพราะต้องเสีย G.P.สูงมากขึ้น) ปกป้องธุรกิจโชวห่วยตัวจริงที่เรี่ยวแรงน้อยเพราะตายไปเยอะและปกป้องธุรกิจค้าปลีกต่างชาติ (ผ่านสมาคมธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง)
เนื่องจากสาระสำคัญอยู่ที่ขนาดพื้นที่ของร้านค้าที่ 1,000 ตรม.กับ ยอดลงทุน 1000 ล้านบาท ไม่ว่าจะห้างเดียว หรือ เชนร้านค้า หากเกินนี้ต้องให้คณะกรรมการควบคุมผลประโยชน์ (ไม่รู้ชื่ออะไร) พิจารณาอนุมัติ หรือแม้กระทั่งกฎหมายด้านโซนนิ่งก็พยายามกันอยู่

แต่ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ หรือ มีทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาถูกกว่าร้านชาวบ้าน หรือไม่ไม่ได้พูดถึง

กระแสที่สอง โครงการพัฒนาค้าปลีกแห่งชาติ จะว่าไปแล้วน่าจะเป็นการจุดพลุหรือสร้างกระแสให้มากลบการต่อต้าน พ.ร.บ.การค้าปลีกหรือเปล่า!? เพราะเห็นมีการประชาสัม-พันธ์ผ่านหนังสือพิมพ์ถี่ขึ้น
มีคณะกรรมการหลายชุดที่จะร่วมกันพัฒนาธุรกิจค้าปลีก ไม่แน่ใจว่าทุกสัญชาติหรือตามที่ต้องการปกป้องใน พ.ร.บ.ค้าปลีกไทยที่ในแผนนั้นมีอยู่ 6 ขั้นตอนคือ การวางโครงการเชื่อมโยง การส่งเสริมภาพลักษณ์การประกอบการ Logistic อุปกรณ์ IT ส่งเสริมสถาบันการศึกษาสำหรับธุรกิจค้าปลีก สนับสนุนและส่งเสริมภาคการเงินและการศึกษาวิจัย

กระแสที่สาม การบูมของ Community Mall
ปรากฏการณ์ IMC (Integrated Marketing Communication) ของนักพัฒนาที่ดินกลุ่มหนึ่ง (Developer) ซึ่งสร้าง Community Mall ในลักษณะที่เป็น Lifestyle Shopping Center ในพื้นที่ย่าน CBD (Central Business District) หรือย่านความเจริญ เช่น Esplanade, J-venue Shopping Center หรือ Major Avenue Ratchayothin
โดยที่ความสำเร็จของ Community Mall ดังกล่าวยังไม่ชัดเจนนักเพราะ Magnet หรือ Anchor Tenants อาจจะยังไม่ได้สัดส่วนที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของ Visitor หรือ Shopper อย่างแท้จริง
แต่ที่สร้างปรากฏการณ์ IMC หรือสื่อสารการตลาดอย่างถี่ยิบน่าจะมีเป้าหมายลึกๆ คือ
- เป็นการสร้างภาพของ Community Mall ว่านี่แหละคือ รูปแบบใหม่ของธุรกิจค้าปลีก (New Retail Format)
- เป็นการดึงของร้านค้าย่อย (Tenants) ที่ยังลังเลอยู่ว่า เวิร์คๆๆ หรือ เด็ด! เด็ด!
- เป็นการดึงกลุ่มนักช๊อปหรือผู้เยี่ยมชมว่าต้องมา ณ ที่นี้ว่ามีอะไร

ฟันธงตรงนี้ครับ!
ประการแรก โชวห่วยไทยถึงจะพัฒนาหรือปรับตัวอย่างไรต้องบอกว่ายากครับ เพราะเราไม่เคยเจอการรุกกระหน่ำรุนแรงอย่างนี้และยิ่งเป็นการค้าปลีกร้านเดี่ยวๆ จะเอาอะไรไปต่อรองซื้อสินค้าจำนวนมากๆ ได้ราคาถูกมาขายทำกำไร ลำพังแค่ร้าน 7-11 เจ้าเดียวก็จะจอดอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอรูปแบบค้าปลีกใหม่ที่เป็น “Smaller” จากบรรดาโมเดิร์นเทรดได้ยินแล้วหวาดเสียวจัง!

ประการต่อมา อย่าว่าแต่ค้าปลีกไทยเลยครับ ห้าง Wal-Mart ที่สหรัฐอเมริกาที่มียอดขายไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสาขาทั่วโลกและอยู่ในสนามค้าปลีกที่หลากหลายรูปแบบ ปีนี้เจอห้าง Tesco จากอังกฤษเข้าไปเปิดสาขาแรกในรูปแบบของ Super-market ขนาดเล็กและจะขยายให้ได้ 60 สาขาภายในปีนี้ ทำให้ห้าง Wal-Mart ต้องหา “New Format” ที่จะสู้กับห้าง Tesco จากอังกฤษ โดยคิดว่าน่าจะเป็น “Smaller” ถึงจะสู้ได้

ประการสุดท้าย ธุรกิจโชวห่วยต้องเข้าใจถึง “วงล้อค้าปลีก” (The Wheel of Ratailing) ในทฤษฎีหรือตำราค้าปลีกจะบอกถึง ผู้ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกว่า สิ่งแรกสุดใน “ลงล้อค้าปลีก” คือ การดำเนินการด้วยราคาที่ต่ำจากโครงสร้างต้นทุนราคาต่ำ กำไรต่อหน่วยที่ต่ำ หลังจากนั้นจึงจะสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการของร้าน เช่น เพิ่มรายการที่มีคุณภาพมากขึ้น การขยายไปยังพื้นที่ที่มีผู้เช่าอาศัยรายได้สูงขึ้น มีการให้เครดิตและส่งสินค้าและเพิ่มราคาสินค้า ฯลฯ

“วงล้อค้าปลีก” นี้อยู่บนพื้นฐานของสิ่งสำคัญ 4 อย่างคือ
- มีนักช๊อปที่อ่อนไหวด้านราคาจำนวนมากเต็มใจที่จะสนใจด้านบริการลูกค้า มีสินค้าให้เลือกเยอะ สภาพที่สะดวกสบายในราคาที่ต่ำสุด
- นักช๊อปที่เน้นราคาเป็นหลัก มักไม่จงรักภักดีกับแบรนด์และเต็มใจที่จะเปลี่ยนไปร้านค้าปลีกอื่นที่ราคาถูกกว่า ขณะเดียวกันลูกค้าที่มีรสนิยมก็มักจะไปร้านที่ใช้กลุยทธไฮเอ็น
- ร้านค้าปลีกใหม่ๆ ต้องสามารถดำเนินงานที่ต้นทุนต่ำกว่าร้านค้าปลีกที่มีอยู่แล้ว
- เมื่อร้านค้าหมุนวงล้อขึ้นจะทำให้มีการเพิ่มยอดขาย ตลาดเป้าหมายกว้างขึ้นและปรับปรุงภาพลักษณ์ของร้าน/ห้าง
โชวห่วยไทยลองพิจารณาดูว่าจะใช้ได้อย่างไร? สนใจพูดคุยกับผมได้ทางอีเมล์ กลยุทธธุรกิจและการตลาดแนวคิดนั้นง่ายไม่สลับซับซ้อนถึงกับต้องปีนบันไดขึ้นไปศึกษาหรอกครับ!

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com
      5. THAI MBA School : http://newthaimba.blogspot.com
      6. X-Treme Marketing : http://y5marketing.wordpress.com
      7. The Travel : http://oktravels.blogspot.com
      8. THAILAND in Sociceconomic World : http://onthailand.blogspot.com

Comments

Community Mall : ใช่หรือไม่ใช่นิวฟอร์แมท

อุตสาหกรรมค้าปลีกทั้งโลกในปัจจุบันนี้ดูท่าว่าจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงไปในทุกหัวระแหง ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยที่แข่งกันในธุรกิจด้วยกันเองและชาวบ้านร้านค้าท้องถิ่นที่ไม่เอาห้างค้าปลีกข้ามชาติ
Wal-Mart ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มียอดขายไม่ต่ำกว่า 376,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งที่ 6.3% ในปี 2006 ที่ผ่านมา ยอดขายมากมายขนาดนี้จะต้องรวมอันดับ 2 (Carrefour) อันดับ 3 (Metro Group) อันดับ 4 (Tesco) และอันดับ 5 (Seven & I) จึงจะเท่ากับ Wal-Mart รายเดียว
กลับมาที่บ้านเรา ในวงการค้าปลีกประเทศไทยมีข่าวคราวของการเกิดรูปแบบใหม่ของธูรกิจค้าปลีก เช่น Lifestyle Mall ของสยามฟิวเตอร์ หรือ Factory Outlet ในลักษณะ Village Outlet (ในแนวคิดของท๊อปแบรนด์ลดราคา) ของเครือสหพัฒน์

ช็อปปิ้งมอลล์มีกี่ฟอร์แมท

Community Mall ถือเป็นนิวฟอร์แมทใช่หรือไม่ ผู้เขียนยังไม่ขอตอบคำถามนี้ก่อนที่จะพูดคุยในเรื่อง รีเทลฟอร์แมท (Retail Formats)
ทฤษฎีของธุรกิจค้าปลีกได้จัดฟอร์แมทของ ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ (Shopping Center) หรือช๊อปปิ้งมอลล์ (Shopping Mall) ไว้ใน 6 รูปแบบด้วยกันดังนี้

รูปแบบแรก คือ Neighborhood Center

จะมีอยู่ในหมู่บ้านหรือทางเข้าหมู่บ้านส่วนสินค้าที่ขายจะเป็น

- สินค้าที่สะดวกซื้อ สะดวกใช้
- บริการส่วนบุคคล เช่น ซัก-รีด- ซื้อบัตรเติมเงิน
บุหรี่ เหล้า
- มีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นแม่เหล็กหลักของร้านค้าหมู่บ้าน
- โดยทั่วไปจะมีขนาด 5,000 ตรม.

รูปแบบที่สอง คือ Community Center

ในบ้านเราอาจจะเรียก Community Mall ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์รูปแบบนี้จะมีขนาดใหญ่กว่ารูปแบบแรก สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า สินค้ามีทั้งของสด-ของแห้งคือ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นของสดและของอุปโภคบริโภค น้องๆ ดีพาร์ทเมนสโตร์ หรือดีสเคาน์สโตร์ ซึ่งเป็นร้านค้าหลัก (ผู้เช่าพื้นที่หลัก) ขนาดพื้นที่ประมาณ 15,000 ตรม.

รูปแบบที่สาม เป็นลักษณะ Regional Centers รูปแบบนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในต่างประเทศเขาเรียก Regional Shopping Centers ได้เพราะลักษณะประเทศและความใหญ่ของประเทศ เช่น เป็น East Coast, Mid West ฯลฯ ดังนั้นถ้าว่าตามต้นตำรับจะเป็นศูนย์การค้าระดับภูมิภาค (เพราะแต่ละรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะใหญ่กว่าประเทศเล็กๆ เช่นเราในเอเซีย)
ดังนั้นถ้าเป็นในประเทศไทยถ้าจำลองรูปแบบมาน่าจะถือเป็น ย่านการค้า เช่น ย่านลาดพร้าว มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ย่านราชประสงค์มี Central World รูปแบบนี้จะมีสินค้าทั่วไป เครื่องประดับ ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
การให้บริการที่มากขึ้นทั้งบริการส่วนบุคคล การบริการด้านอาหารหรือบริการด้านความสนุกสนานบันเทิง
โดยทั่วไปแล้วจะมีห้างสรรพสินค้าเต็มรูปแบบ 1-2 ห้างอยู่ในช็อปปิ้งเซ็นเตอร์
มักจะอยู่ในเขต CBD (Central Business District) มีพื้นที่ประมาณ 19,000-50,000 ตรม.

รูปแบบที่สี่ เป็น Super Regional Center
ต้องนึกภาพให้ได้ว่าใหญ่มากๆ โดยปกติจะมีขนาดพื้นที่ 60,000-150,000 ตรม. พวกศูนย์การค้าใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้
ในต่างประเทศ เช่น Mall of Americal ซึ่งมีพื้นที่ 4.2 ล้านตารางฟุต มีส่วนสนุก 6 แห่ง มีร้ายค้ามากกว่า 600 ร้านและพื้นที่จอดรถ 12,000 คัน

หรือในตะวันออกกลางที่ดูไบ เช่น Mall of The Emirates เรียกว่าเป็นช็อปปิ้งมอลล์ที่ใหญ่ที่สุดนอกอเมริกาเหนือ มีร้านค้า 450 ร้านค้าปลีก โรงภาพยนตร์ Magic Planet สกีเซ็นเตอร์และห้างคาร์ฟูร์ที่ใหญ่มากๆ พื้นที่ทั้งหมด 223,000 ตรม.

สรุปแล้วมีสินค้าทั่วไปทุกชนิดที่รูปแบบที่ 4 มี มีห้างสรรพสินค้าหลักอย่างน้อย 3 ห้าง แต่ละห้างพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10,000 ตรม.

รูปแบบที่ห้า Theme Center
เป็นรูปแบบของช๊อปปิ้งเซ็นเตอร์ ที่สร้างเรื่องราวหรือธีม (Theme) จึงมักจะตั้งอยู่ใกล้แหล่งประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก ไม่มีแม่เหล็กหลักเช่น ห้างสรรพสินค้า แต่จะเป็นห้างเฉพาะอย่าง (Specialty Store) โดยปกติจะมีพื้นที่ 10,000-50,000 ตรม.

รูปแบบที่หก เป็นรูปแบบช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่บ้านเราจะเริ่มมีมากขึ้นคือ Factory Outlet Centers
ซึ่งเป็นร้านค้าของโรงงานผู้ผลิต เช่น สินค้าไม่ผ่านการตรวจคุณภาพแต่เป็น แบรนด์เนมชั้นนำ สถานที่ตั้งจะมีอยู่อย่างอิสระ จำนวนร้านค้า 20-80 ร้าน
ราคาขายจะจูงใจมากคือ ลดแบรนด์ดังๆ 25-75% จากราคาปกติ
ที่เห็นชัดๆ เช่น Fly Now ที่เพชรบุรีหรือโคราช อีกแห่งเป็นของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีทั้งที่ศรีราชา (ใกล้แหล่งผลิตของเครือสหพัฒน์) เพชรบุรี โคราช (ปากช่อง-เขาใหญ่)

Community Mall ในนิวฟอร์แมท

ดังนั้นในบ้านเราถ้าจะบอกว่า Community Mall เป็นสิ่งใหม่หรือไม่ ตอบได้ว่า เคยเกิดศูนย์การค้าหรือช็อปปิ้งเซ็นเตอร์แบบนี้มาแล้ว เช่นในอดีตของเซ็นทรัลวงศ์สว่าง ต้องบอกว่านั่นแหละ Community Mall กว่าจะติดตลาดก็เป็น 10 ปีครับ
หากเป็นกรณีของ Lifestyle Center ที่เราเริ่มเห็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่รัชดาคือ Esplanade, J-evenue Shopping Center อย่างนี้จะถือเป็นนิวฟอร์แมท (New Formats) ได้ถ้า
- มีความเป็นเทรนด์สมัยใหม่ แฟชั่น สุขภาพ ไฮเทค
- เป็นการยกระดับช็อปปิ้งที่ตั้งอยู่บนถนนหลัก
- มีโรงหนังหรือแหล่งบันเทิงอยู่ในบริเวณเดียวกัน
- ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่มีซูเปอร์มาร์เก็ตเข้ามาแทน
- รองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่นิยมอยู่คอนโดมีเนียม ใกล้สถานีรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก มีครอบครัวช้าลง
ลักษณะ Lifestyle Mall แบบนี้คงไม่ลงไปฆ่าโชวห่วยรากหญ้าหรือร้านค้าชุมชนที่รัฐบาลขิงแก่ชราภาพห่วงนักห่วงหนา แต่ผู้ที่น่าจะฆ่าจริงๆ ไม่แน่นักอาจจะเป็นธุรกิจในบ้านเองที่เป็นเชน (ทั้งคอนวีเนียนสโตร์ ตลาดสดและอุปโภคบริโภค) หรือผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ดังที่เร่งเปิดทั้ง Factory Outlet และ Convenience Store ของตนเอง

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com
      5. THAI MBA School : http://newthaimba.blogspot.com
      6. X-Treme Marketing : http://y5marketing.wordpress.com
      7. The Travel : http://oktravels.blogspot.com
      8. THAILAND in Sociceconomic World : http://onthailand.blogspot.com

Comments

การตลาดความเป็นพลเมืองดี : Good Citizenship Marketing

วันที่ 3 ส.ค.50 ผู้เขียนได้เห็น ม็อบคนระยอง 8,000 คนไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินของ IRPC ที่ปรากฏทั้งสื่อแบบดั้งเดิมและนิวมีเดีย
สิ่งที่แว๊บ! เข้ามาในความคิดคือ ธุรกิจสมัยใหม่หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจระดับ
ประเทศหรือภูมิภาค จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่หรืองานใน 2 อย่างด้วยกันทั้งในด้าน “สังคมสัมพันธ์” (Social Affairs) และ “การตลาดด้านสังคม” (Social Marketing) หากธุรกิจหรือองค์กรดังกล่าวมีผลกระทบไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับสังคมและประเทศชาติที่บริษัทนั้นตั้งอยู่

การตลาดความเป็นพลเมืองดี

คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ” (CSR: Corporate Social Responsibility) ดูเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นในองค์กรธุรกิจไทยที่เป็นระดับขนาดใหญ่หรือระดับประเทศขึ้นไป
ตามที่เกริ่นมาข้างต้นว่า ธุรกิจสมัยใหม่ในระดับขนาดใหญ่หรือเป็นบริษัท Conglomerate จำเป็นต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบที่จะวางกลยุทธด้าน “การตลาดความเป็นพลเมืองดี” ซึ่งเป็นการผนวกงานด้าน “สังคมสัมพันธ์” และ “การตลาดด้านสังคม” เข้ามาอยู่ภายใต้หน่วยงาน “สำนักความเป็นพลเมืองดี” (GCU : Good Citizenship Unit)
- การตลาดความเป็นพลเมืองดีเป็นอย่างไร?
การตลาดความเป็นพลเมืองดีหรือ Good Citizenship Marketing ในทัศนะของผู้เขียนจะเป็นการตลาดที่ครอบคลุมกว้างมากที่สุดของการเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมหรือCSR

ประเด็นแรก ธุรกิจจะต้องถามตัวเองว่า เงินทุกบาทและผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ผู้บริโภคได้จ่ายให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการเหล่านั้นบริษัทได้ทำอะไรบ้างเพื่อให้สังคมและประเทศชาติดีขึ้น
ประเด็นต่อมา ธุรกิจจะต้องมีสำนึกที่ดีอยู่ตลอดเวลาต่อการดำรงตนแห่งการเป็นพลเมืองของสังคมและประเทศนั้น หมายถึงการปฏิบัติถูกต้องและดีกว่ากฎหมาย จ่ายภาษีถูกต้อง ปฏิเสธในเรื่องข้อขัดแย้งด้านผลประโยชน์หรือมี “Code of Conduct” ซึ่งอาจเรียกว่า บัญญัติแห่งจริยธรรม
ประเด็นสุดท้าย ธุรกิจจะต้องไม่พูดว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่เห็นมีใครมาบอกว่าเราทำอะไรผิดเลย ใครๆ เขาก็ปฏิบัติกันเช่นนี้ทั้งนั้น รวมถึงการให้สิทธิทางสัมปทานหรืออำนาจแฝงทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์กับธุรกิจของตน

- ธุรกิจจะดำรงความเป็นพลเมืองดีได้อย่างไร?
ตามหลักการตลาดความเป็นพลเมืองดีนั้น ธุรกิจจะดำรงความเป็นพลเมืองดีได้ใน 6 อย่างด้วยกันดังรูปคือ

csr.jpg

สิ่งที่คอตเลอร์ได้เคยให้ความหมายขององค์ประกอบที่ธุรกิจจะดำรงความเป็นพลเมืองดีในทางการตลาดแต่ละประเภทไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

การทำความดีของธุรกิจอย่างที่ 1 : การส่งเสริมการกุศล (Cause Promotions)
สิ่งที่ธุรกิจสามารถทำความดีในอย่างแรกได้คือ การมอบทุนหรือแสดงออกถึงความเป็นคนใจดีเพื่อให้เกิดการตระหนักและห่วงใยเกี่ยวกับการเอาใจใส่สังคมหรือการสนับสนุนทุน การมีส่วนร่วมหรืออาสาตนเข้าช่วยการกุศล
ต.ย. บริษัท Body Shop ประกาศว่าไม่มีการใช้สัตว์เพื่อทดสอบเครื่องสำอาง

การทำความดีของธุรกิจอย่างที่ 2 : การตลาดเชิงเอาใจใส่สังคม/การกุศล (Cause-Related Marketing)
ธุรกิจที่มุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์หรือบริจาคเงินรายได้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์เพื่อการกุศลที่เกี่ยวโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ที่ขาย ซึ่งการทำการตลาดแนวนี้จะต้องมีช่วงระยะเวลาโดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ และสำหรับโครงการกุศลโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่แล้วธุรกิจจะมีพันธมิตรกับองค์กรที่ไม่แสวงกำไรที่จะสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มยอดขายและสร้างให้เกิดกิจกรรมสนับสนุนทางรายได้ให้กับองค์กรการกุศล
ต.ย. โครงการชมรมบัตรเครดิตของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ที่เมื่อผู้ใช้บัตรซื้อสินค้าจนกระทั่งสามารถสะสมแต้มได้ 2,000 แต้มจะเปลี่ยนเป็นเงิน 200 บาทมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา

การทำความดีของธุรกิจอย่างที่ 3 : การตลาดเพื่อสังคมของธุรกิจ (Corporate Social Marketing)
เป็นลักษณะที่ธุรกิจสนับสนุนการพัฒนาหรือนำสู่แคมเปญการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อพัฒนาด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมหรือทำให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
หัวใจสำคัญของ การตลาดเพื่อสังคมของธุรกิจ ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรม จะไม่เหมือน การส่งเสริมการกุศล ที่สนับสนุนให้ตระหนัก มอบทุนเพื่อส่งเสริมการกุศล
ต.ย. ธุรกิจด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมรณรงค์พร้อมจ่ายภาษีสนับสนุน (Sin Tax) “โครงการเมาไม่ขับ” หรือ “โรงงานสีขาว” ของหลายๆ บริษัทที่หมายความว่าเป็นโรงงานซึ่งปราศจากยาเสพติด

การทำความดีของธุรกิจอย่างที่ 4 : องค์กรที่รักเพื่อนมนุษย์ (Corporate Philanthropy)
หมายถึง การที่องค์กรสนับสนุนโดยตรงกับองค์กรกุศลหรือโครงการทางสังคม โดยการมอบเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า การบริจาคหรือบริการเพื่อสังคม ซึ่งหลายๆ ธุรกิจหรือบริษัทได้ดำเนินการลักษณะนี้อยู่อย่างเสมอเช่นในกรณีที่เกิดภัยพิบัติจะร่วมบริจาคแบบให้เปล่าในทันที

การทำความดีของธุรกิจอย่างที่ 5 : อาสาสมัครเพื่อชุมชน (Community Volunteering)
ธุรกิจสนับสนุนพนักงานหรือพันธมิตรทางธุรกิจ สมาชิกองค์กร เพื่อกิจกรรมอาสาสมัครทั้งเวลาและสนับสนุนสิ่งต่างๆ เพื่อองค์กรด้านชุมขนหรือองค์กรการกุศลในพื้นที่
ต.ย. โครงการค่ายอนุรักษ์รุ่นเยาว์ ของ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ได้คัดเลือกเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ใน อ.บางสะพาน มาร่วมเรียนรู้และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งเรื่องป่าไม้ ป่าชายเลน ทรัพยากรชายฝั่งทะเล

การทำความดีของธุรกิจอย่างที่ 6 : การปฏิบัติด้านความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจ (Social Responsibility Business Practices)
ธุรกิจสามารถปรับและจัดทำการปฏิบัติที่พึงพอใจต่อธุรกิจและการลงทุนที่สนับสนุนกิจกรรมทางสังคมเพื่อให้สังคมหรือชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและปกป้องสิ่งแวดล้อม
ต.ย. Starbucks ทำงานร่วมกับคอนเซอร์เวชั่นอินเตอร์เนชั่นแนลเพื่อสนับสนุนชาวนาให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจจำเป็นต้องคิดและทำมากขึ้นโดยสามารถนำไปใช้เป็นกลยุทธทางการตลาดความเป็นพลเมืองดี เพราะนับวันกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้า (Non Consumers) เหล่านี้จะมีบทบาทและกิจกรรมที่กระทบกับธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อธุรกิจมากยิ่งขึ้น

Dr.Danai Thieanphut
Managing Director
DNTConsultants Co.,Ltd.

New  Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
      1. New Business Management  :   http://biz2all.blogspot.com
      2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
      3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
      4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com
      5. THAI MBA School : http://newthaimba.blogspot.com
      6. X-Treme Marketing : http://y5marketing.wordpress.com
      7. The Travel : http://oktravels.blogspot.com
      8. THAILAND in Sociceconomic World : http://onthailand.blogspot.com

Comments

PDB การตลาดแบบโดน โดน!!!

ย่างก้าวเข้าสู่ธุรกิจในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ อาทิ
- ใครจะไปคิดว่า Google จะก้าวขึ้นมาทำลายฝันของ Microsoft ที่อยากให้ทุกคนเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเจอผลิตภัณฑ์ตัวนี้ แต่ว่าชีวิตคนในโลกออนไลน์มี Google อยู่ในใจมากกว่า Microsoft
- ใครจะไปคิดว่าในยุคนี้เราจะส่ง VDO Clip ไปให้ใครต่อใครดูได้จากมือถือ กล้องดิจิตอล ได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดย You Tube, Myspace, Google VDO, Daily Motion
- ลูกค้าหรือผู้บริโภคสามารถที่จะสร้างเนื้อหา (Contents) หรือชุมชนออนไลน์ผ่านบล๊อก (Blog) จนมีอิทธิพลต่อสื่อแบบดั้งเดิมให้เกิดอาการเดี้ยงไปตามๆ กัน

หลายๆ อย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการตลาดในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ก่อนที่ผู้เขียนจะเล่าถึง PDB (Positioning, Differentiation, Brand) ซึ่งเป็นสิ่งที่ Kotler เรียกว่า สามเหลี่ยมธุรกิจเชิงกลยุทธ (Strategic Business Triangle)

รูป : สามเหลี่ยมธุรกิจเชิงกลยุทธ

ผู้เขียนอยากเล่าสิ่งที่เรียกกันว่า STP ซึ่งจองจำนักการตลาดมาอย่างยาวนานเพื่อเป็นพื้นฐานให้กับผู้ที่สนใจทางการตลาดได้เข้าใจตรงกันก่อนที่จะนำท่านเข้าลึกไปสู่ PDB

STP สิ่งที่จองจำนักการตลาดยุคเดิม
ระหว่างที่ผู้เขียนรอที่จะทำธุระอย่างหนึ่งทำให้อดนึกถึงช่วงฤดูฝนที่ผ่านๆ มาตอนที่เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจเพื่อพัฒนาวิธีการทำกลยุทธของศูนย์จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวดัชมิลล์
เวลาที่เข้าหน้าฝนบางธุรกิจจะอยู่ในภาวะที่ขายของยากขึ้นเพราะไม่สามารถที่จะออกไปทำตลาดหรือขายได้อย่างสะดวกสบายนัก ขณะเดียวกันยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความเย็น ทั้งไอศครีม นมเปรี้ยวหรือเครื่องดื่มเย็นๆ ยิ่งขายยากเพราะถ้าฝนตกอากาศก็เย็นทำให้ไม่มีลูกค้าที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
สิ่งที่นักการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาจะคิดได้ในช่วงหน้าฝนคือ การทำการส่งเสริมการขาย (Sales Promotion) ให้แรงๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งมีทั้งสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง เนื่องจากนักการตลาดจึงยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า STP ทางการตลาด

S หรือ Segmentation จะมีควาหมายเกี่ยวกับแนวคิดของการแบ่งกลุ่มลูกค้า ซึ่งอาจจะแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ เช่น แบ่งตามการเลือกตลาดที่บริษัทสามารถเข้าไปทำตลาดได้ง่าย
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ ตามภาษานักการตลาดอาจจะมองการแบ่งกลุ่มลูกค้า เช่น ตามสภาพภูมิศาสตร์ (อัตราการเติบโตของประชากร, ลักษณะภูมิศาสตร์ในด้านความหนาแน่นของประชากร) ตามลักษณะประชากร (อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ และสถานภาพครอบครัว) ตามลักษณะทางจิตวิทยา (คุณค่า ทัศนคติและไลฟ์สไตล์) ตามพฤติกรรม (รูปแบบพฤติกรรมการซื้อ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ประโยชน์ใช้สอยและการอ่อนไหวด้านราคา ฯลฯ) และการกำหนดตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Marketing) ที่ลูกค้าเลือกมองบางประโยชน์ของสินค้า

T หรือ Tarket Market เรามักจะพูดถึง T นี้ว่าคือการกำหนดตลาดเป้าหมายที่เป็นกลุ่มลูกค้าซึ่งมีศักยภาพสำหรับการตลาด เช่น
กลุ่มลูกค้าที่เป็นแบบบุกเบิกหรือนวัตกรที่ยอมรับหรือทดลองใช้ผลิตภัณฑ์
กลุ่มที่เป็น Early Adoptor คือ กลุ่มถัดมาจากกลุ่มแรก
กลุ่มคนส่วนใหญ่ แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ Early Majority และ Late Majoroty
และสุดท้ายกลุ่มล้าหลังหรือ Laggards พวกช้าที่สุดที่เข้ามาซื้อสินค้า

P หรือ Positioning การวางตำแหน่งสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อธิบายได้ว่าลูกค้าหรือตลาดเป้าหมายได้ให้นิยามสินค้าหรือผลิตภัณฑ์บริบทของท่านเทียบกับคู่แข่งขันอย่างไร ตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้น จะต้องทำให้บริษัทของท่านมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและตลาดเป้าหมายได้เห็นถึงคุณประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ของเรา
เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ยืนอยู่ได้อย่างโดดเด่น เราจะเกิดโอกาสจากการที่ลูกค้าให้ความสนใจ จึงมีความสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของเราจากมุมมองของลูกค้าที่เปรียบเทียบกับคู่แข่ง
นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นมาอย่างยาวนานที่นักการตลาดถูกให้จองจำอยู่กับ STP

การตลาดยุคใหม่ด้วย PDB
ธุรกิจเมื่อมีการจัดทำวิสัยทัศน์และภารกิจเป็นที่เรียบร้อย การแปลภารกิจไปสู่ “คุณค่าที่องค์กรจะส่งมอบให้ลูกค้า” โดยการพัฒนาคุณค่านี้ในชื่อและแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ (Brand Identity) ณ จุดนี้นี่เองที่แนวคิดกลยุทธการตลาดจะถูกกำหนดขึ้น
P (Positioning) ที่เรารู้จักกันแบบเดิม แต่ใน “สามเหลี่ยมธุรกิจเชิงกลยุทธ” จะเป็นการให้สัญญาที่บริษัทจะส่งมอบชุดของคุณค่าที่เฉพาะเจาะจงและความรับผิดชอบขององค์กรต่อลูกค้า ซึ่งหมายถึงกระบวนการของการสร้างความน่าเชื่อถือและความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ (Brand Integrity) ขณะเดียวกันองค์กรจะประสบความสำเร็จในการส่งมอบโดยการเลือกยุทธวิธีที่จะทำให้ลูกค้าได้รับผลิตภัณฑ์และบริการ
และกระบวนการที่บริษัทจะประสบความสำเร็จได้โดยการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ขององค์กรไปจากคู่แข่งขันในเทอมของเนื้อหา (อะไรที่จะเสนอให้กับลูกค้า) บริบท (เสนอให้อย่างไร) และโครงสร้างพื้นฐาน (สิ่งสนับสนุนเนื้อหาและบริบท เช่น เทคโนโลยี คน และสิ่งอำนวยความสะดวก)
ดังนั้น การสร้างความแตกต่างจึงอธิบายได้ว่า เป็นการที่องค์กรจะประยุกต์ความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าเพื่อให้บรรลุความต้องการที่พึงพอใจได้อย่างไรบ้าง

ตัวอย่าง PDB ของ Samsung
ซัมซุงนั้นมีความสำเร็จสูงมากในการเสริมสร้างตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทในฐานะผู้เล่นระดับโลกที่กำลังเคลื่อนไปสู่การเป็น “Digital Convergence”
คอตเลอร์ (Kotler, 2007; Think ASEAN!) กล่าวว่า ความแตกต่าง (Differentiation) มีทั้งด้านเรื้อหาและบริบทของซัมซุงที่มาจากช่วงกว้างของผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์ที่เป็นเทรนดี้กับคุณลักษณะและหน้าที่ใช้สอยที่ประหลาดใจต่อลูกค้า หลายประเทศในอาเซียนคือ Early Adoptors ของกลุ่มคอนซูเมอร์เทคโนโลยีอิเลคทรอนิกส์ ด้วยความสามารถของซัมซุงในการผลักดันตลาดผ่าน Digital Convergence ทำให้ประสบความสำเร็จแบบโดนๆ ในภูมิภาคนี้

คอตเลอร์ยังสรุปรูป สามเหลี่ยม PDB ของซัมซุงไว้ดังนี้

สรุปแล้วความสำเร็จของกลยุทธการตลาดคือ แบรนด์ที่อยู่ในใจลูกค้าที่เกิดมาจาก สามเหลี่ยม PDB ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธองค์กร
จึงกล่าวได้ว่า PDB เป็นพื้นฐานความสำเร็จในทุกธุรกิจและทำให้นักการตลาดสามารถคิดใหม่ที่หนีออกมาจาก STP ได้

**New Business Knowlegde Network By Dr.Danai Thieanphut
1. New Business Management : http://biz2all.blogspot.com
2. Family Business : http://drdanai.blogspot.com
3. สถาบันการจัดการความรู้แห่งประเทศไทย : http://thekmthailand.blogspot.com
4. DNTConsultants Training Program : http://dnttraining.blogspot.com

Comments

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Comments (1)